วิธีสำรองข้อมูล ทั้งแบบ Offline และ Online มีอะไรบ้าง ? เลือกสำรองด้วยวิธีไหนดี ?
วิธีสำรองข้อมูลมีอะไรบ้าง ? ทั้งแบบ Offline และ Online
(What are the Data Backup Techniques ?)
เมื่อคนเราใช้งานข้อมูลดิจิทัลกันมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือระบบออนไลน์ใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่ตามมาก็คือ การสำรองข้อมูล เพราะข้อมูลที่ต้องใช้งานใน 1 วันนั้นมีเยอะมาก ๆ และถ้าวันไหนอุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ เกิดพังจนข้อมูลหาย หรือนึกอยากเปลี่ยนเครื่องใหม่ขึ้นมา แล้วจะใช้งานข้อมูลเก่า ๆ ต่อไปยังไง จึงทำให้การสำรองข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ นั่นเอง
- Server คืออะไร ? รู้จักแม่ข่าย หรือเซิร์ฟเวอร์ ว่าทำงานอย่างไร ? มีกี่ประเภท ?
- เคล็ดไม่ลับ ! ปกป้องข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลสำคัญ บนสมาร์ทโฟนของคุณ
- วิธีสำรองข้อมูลทั้งไดรฟ์แบบง่าย ๆ ด้วยการสร้าง System Image Backup
- การสำรองข้อมูลแบบ Full Backup / Incremental Backup / Differential Backup คืออะไร ? แตกต่างกันอย่างไร ?
- วิธีสำรองข้อมูล และ กู้คืนไฟล์ บนช่อง YouTube ปกป้องคอนเทนต์ของคุณ ก่อนโดนแฮก
ฉะนั้น เนื้อหาทั้งหมดในบทความนี้ จึงเป็นวิธีการสำรองข้อมูลที่ควรรู้ และหมั่นสำรองข้อมูลอยู่สม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ข้อมูลหายหรือพังที่สายเกินแก้ และนี่เป็นวิธีการที่ง่ายกว่า การกู้ข้อมูล (Data Recovery) กลับคืนมามาก ๆ
วิธีการสำรองข้อมูล แบ่งออกเป็นกี่แบบ ?
สำหรับ วิธีการสำรองข้อมูล หากจำแนกง่าย ๆ ให้จำแนกตามช่องทางที่ใช้สำรองข้อมูล จะแบ่งได้ดังนี้
- การสำรองข้อมูลด้วยฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์บันทึกต่าง ๆ ในแบบ Offline
- การสำรองข้อมูลด้วยพื้นที่จัดเก็บแบบ Online
แต่ถ้าแบ่งตามรูปแบบการสำรองข้อมูลพื้นฐาน จะแบ่งได้ดังนี้
- การสำรองข้อมูลทั้งหมด (Full Backup)
- การสำรองข้อมูลส่วนเพิ่ม (Incremental Backup)
- การสำรองข้อมูลเฉพาะส่วนที่แตกต่าง (Differential Backup)
ข้อมูลเพิ่มเติม : การสำรองข้อมูลแบบ Full Backup / Incremental Backup / Differential Backup คืออะไร ? แตกต่างกันอย่างไร ?
วิธีการสำรองข้อมูลด้วแบบ Offline (ผ่านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์)
วิธีการสำรองข้อมูลแบบ Offline ก็คือวิธีที่เราคุ้นเคยกันมานาน อย่างการใช้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลอื่น ๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk), ฮาร์ดดิสก์แบบพกพา (External Harddisk), แฟลชไดรฟ์ (Flash Drive), การ์ดหน่วยความจำ (Memory Card) ฯลฯ เสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ มือถือ เพื่อโอนถ่ายข้อมูลมาไว้ในอุปกรณ์เหล่านี้
นี่เป็นวิธีสำรองข้อมูลที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคย เพราะทุกคนน่าจะรู้จักแฟลชไดรฟ์หรือฮาร์ดดิสก์กันอยู่แล้ว เสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ปุ๊บ ย้ายได้ปั๊บ เพียงแค่คัดลอก (Copy) และวาง (Paste) ไฟล์ แต่อุปกรณ์บางชนิด เช่น เมโมรี่การ์ด ฮาร์ดดิสก์ ต้องดูข้อมูลการอ่านเขียนข้อมูลร่วมด้วย ยิ่งอ่านเขียนได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะใช้เวลาโอนถ่ายน้อยยิ่งขึ้น
ข้อดี
- ไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการสำรอง โอนถ่ายข้อมูล
- ขั้นตอนการย้ายข้อมูลค่อนข้างง่าย
เพียงเชื่อมต่ออุปกรณ์หลักเข้ากับอุปกรณ์เก็บข้อมูล - ผู้อื่นไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ หากไม่มีอุปกรณ์บันทึกข้อมูลของเรา
- หากอุปกรณ์บันทึกข้อมูลขัดข้อง ยังมีโอกาสกู้ข้อมูลคืนมาได้ (แล้วแต่กรณี)
- มีราคาถูก หาซื้อได้ง่าย
ข้อสังเกต
- มีโอกาสที่ข้อมูลเสียหายจากไวรัส แรนซัมแวร์ และตัวอุปกรณ์ขัดข้องจากภายใน
- หากอุปกรณ์มีความจุสูงเท่าไร ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
- ใช้เวลานานในการสำรอง หากโอนถ่ายข้อมูลจำนวนมาก ๆ
ภาพจาก : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Kingston_USB_flash_drive.jpg
ภาพจาก : https://www.flickr.com/photos/30478819@N08/27977626628
วิธีการสำรองข้อมูลแบบ Online (ผ่านเครือข่าย และ ระบบคลาวด์)
ส่วน วิธีการสำรองข้อมูลแบบ Online แน่นอนว่าต้องมีเรื่องอินเทอร์เน็ตเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการสำรองข้อมูลออนไลน์ มีทั้งการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ เช่น เซิร์ฟเวอร์สำรองข้อมูลเครือข่าย (Network Attached Server)
ข้อมูลเพิ่มเติม : Cloud Computing คืออะไร ? มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ? และ มีข้อดีข้อเสีย อย่างไร ?
นอกจากนี้แล้ว ก็ยังรวมไปถึง ระบบออนไลน์อื่น ๆ เช่น System Backup ของคอมพิวเตอร์, พื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ (Cloud Storage) อย่างที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยก็เช่น บริการ Google Drive, บริการ OneDrive จาก Microsoft, บริการ Dropbox ฯลฯ แต่การสำรองข้อมูลออนไลน์ไม่ได้จำกัดเพียงเท่านั้น เพราะยังมีวิธีอื่น ๆ ที่เข้าข่ายเช่นกัน
นอกจากนี้ การสำรองข้อมูลออนไลน์ ยังเป็นวิธีที่นิยมใช้กับองค์กรที่มีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไอทีหลายสิบ หลายร้อยเครื่อง ไปจนถึงข้อมูลสำคัญจำนวนมาก ซึ่งการสำรองข้อมูลระดับองค์กร ใช้ทั้งเซิร์ฟเวอร์ข้อมูลเครือข่าย ไปจนถึงการสร้างระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) เพื่อเก็บข้อมูลภายในองค์กรนั้น ๆ โดยเฉพาะ ก็จะได้ในเรื่องของความปลอดภัยเข้ามาด้วย
และถ้าหากใครที่เคยย้ายข้อมูลจากมือถือเครื่องเก่าไปยังมือถือเครื่องใหม่ ถ้ามือถือทั้งสองเครื่องใช้ระบบปฏิบัติการเดียวกัน สามารถย้ายข้อมูลบทสนทนาใน แอปพลิเคชัน LINE ไปยังเครื่องใหม่ได้ ไม่มีปัญหาแชทหาย เพียงแต่ว่า ผู้ใช้จะต้องเชื่อมบัญชี LINE เข้ากับอีเมล เมื่อเปิดใช้งานมือถือเครื่องใหม่ปุ๊บ ให้ลงทะเบียนด้วยอีเมลเดิม ระบบ LINE ก็จะทำการกู้คืนบทสนทนา (Restore Conversation) ที่สำรองไว้มายังมือถือใหม่ได้โดยทันที
ข้อดี
- สามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำรองไว้ได้ง่าย รวมถึงการแชร์ให้ผู้อื่น
- สามารถเปิดได้จากอุปกรณ์ใด ๆ ก็ได้ที่รองรับ
- ใช้งานฟรี สำหรับเวอร์ชันเริ่มต้น
- ราคาเริ่มต้นไม่แพงจนเกินไป (ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการด้วย)
- ผู้ให้บริการมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
ข้อสังเกต
- เวอร์ชันฟรีมีพื้นที่ให้จำกัด
- หากต้องการพื้นที่จำนวนมาก ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
การสำรองข้อมูลแบบ Offline vs Online แบบไหนดีกว่ากัน ?
ขึ้นชื่อว่าการสำรองข้อมูล ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะทำ หากจะถามว่าวิธีการแบบไหนดีกว่ากัน นั่นก็ขึ้นอยู่กับจำนวนอุปกรณ์ ปริมาณ ความสำคัญของข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งทางที่ดีที่สุดก็คือ การสำรองข้อมูลทั้งแบบ Offline และ Online ควบคู่กันไป อย่างผู้ใช้ทั่วไป ส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊คสำหรับทำงาน มือถือ 1 เครื่องเป็นหลัก วิธีการสำรองข้อมูลที่เหมาะสมมีดังนี้
- ย้ายข้อมูลจากคอมพิวเตอร์และมือถือไว้ในฮาร์ดดิสก์พกพา
- สำรองข้อมูลไว้ในบริการคลาวด์ เช่น Google Drive, OneDrive
จะเห็นว่า ใช้ทั้งวิธี Offline และ Online ควบคู่กันไป เนื่องจากวิธีสำรองข้อมูลทั้งสองแบบมีข้อจำกัดที่ต่างกัน เมื่อสำรองข้อมูลไว้บนคลาวด์ ก็จะนำมาใช้งานหรือแชร์ต่อให้ผู้อื่นได้ง่าย แต่ถ้าสำรองข้อมูลแบบออฟไลน์ ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดีเช่นกัน
ส่วนระบบสำรองข้อมูลในองค์กรนั้น ใช้ทั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ พื้นที่คลาวด์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างระบบภายในองค์กรร่วมกัน เพื่อทำการย้ายข้อมูลจากอุปกรณ์ทั้งหมดไปยังอุปกรณ์บันทึกข้อมูล ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันอันตรายจากข้อมูลเสียหายได้เป็นอย่างดี
การสำรองข้อมูลจำเป็นอย่างไร ?
แม้ การสำรองข้อมูล จะเป็นสิ่งจำเป็นแค่ไหน แต่หลายคนก็ละเลยในการอัปเดตข้อมูลที่มีอยู่ หากวันไหนที่เจอเหตุการณ์ข้อมูลเสียหายแล้วไม่มีไฟล์สำรอง วันนั้นจะทราบเลยว่าข้อมูลที่เคยมีนั้น มีค่ามากแค่ไหน การสำรองข้อมูลจึงเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันปัญหาได้เป็นอย่างดี
นอกจากปัญหาภายในอุปกรณ์ ไวรัส มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) แล้ว เหตุการณ์อันตรายที่อาจเกิดกับข้อมูลสำคัญของคุณยังมีอีกมากมาย เช่น อุปกรณ์ทำงานสูญหาย ถูกไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่สามารถซ่อมหรือกู้ข้อมูลได้, หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่แล้วข้อมูลเก่า ๆ ไม่ตามมาด้วย หากสำรองข้อมูลไว้ในอุปกรณ์บันทึก หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ ร่วมด้วย ปัญหาเหล่านี้ก็จะทุเลาลงหรือหมดไป
อ่านเพิ่มเติม : วิธีการกู้ข้อมูลมีกี่วิธี ? อาการแบบไหนควรส่ง ศูนย์กู้ข้อมูล ? (What are the Data Recovery Techniques ?)
แล้วควรสำรองข้อมูลบ่อยแค่ไหน ? เอาเป็นว่า ถ้านึกขึ้นได้เมื่อไหร่ ก็ควรจะสำรองข้อมูลเมื่อนั้น หรืออย่างน้อย ๆ เดือนละ 1 ครั้งก็ยังดี อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าข้อมูลจะไม่สูญหาย ยิ่งสำรองไว้หลาย ๆ ทาง ก็ยิ่งได้ความอุ่นใจเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใด ยังไงการสำรองข้อมูลก็เป็นเรื่องสำคัญและควรหมั่นทำให้เคยชิน





ความคิดเห็น (0)