การบูลลี่ (Bullying) กลายเป็นคำศัพท์เท่ๆ หรือ "Buzzword" ในปัจจุบัน ผู้คนต่างให้ความสำคัญกับการถูกกลั่นแกล้ง มีการถูกนำเอามาถ่ายทอดในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะ หนัง ภาพยนตร์ (Movie) ที่ค่อนข้างสะท้อนสังคมได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น ซีรีส์เกาหลีเรื่อง The Glory ที่เป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่โดนกลั่นแกล้งจนต้องออกจากโรงเรียนในที่สุด และตามมาแก้แค้นกลุ่มที่กลั่นแกล้งในภายหลัง
แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การ Bully นั้น ทวีความรุนแรงขึ้นมากขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็น การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ที่มีจำนวนผู้ที่กลั่นแกล้งและผู้ถูกกลั่นแกล้งขนาดใหญ่ขึ้น จากการ Bully ที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนเฉพาะที่โรงเรียน ก็กลายเป็นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาบน โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) หรือบนโลกไซเบอร์ ทีนี้ลองมาทำความรู้จัก ทั้งการ Bully และ Cyberbullying กัน
คำว่า "บูลลีอิ้ง (Bullying)" ถูกใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1560 (พ.ศ. 2103) แต่ความหมายในยุคนั้น ภาษาดัตช์กลาง แปลว่า "เพื่อน" หรือ "คนที่คุณรัก" ซึ่งต่างจากปัจจุบันนี้คนละขั้วเลยทีเดียว แลัวมันกลายมาเป็นคำนี้ได้อย่างไร ?
ในปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) นักวิจัยชาวนอร์เวย์ Dan Olweus ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "บิดาแห่งการต่อต้านการบูลลี่" ได้อธิบายความก้าวร้าวที่เขาสังเกตเห็นได้ในสนามโรงเรียน เขาได้นิยามความก้าวร้าวและการกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นี้ด้วยคำว่า "Bullying"
ลองมาดูความหมายของการกลั่นแกล้งหรือการบูลลี่กันก่อน การกลั่นแกล้ง คือ พฤติกรรมก้าวร้าวไม่พึงประสงค์ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ทำให้สังคมนั้น ๆ สามารถรับรู้ได้ว่ามีความไม่สมดุลทางอำนาจ มีคนที่เหนือกว่า มีคนที่ด้อยกว่า และมีแนวโน้มว่าจะเกิดการกลั่นแกล้งซ้ำ ๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นในกลุ่มเด็กวัยเรียน
รูปแบบของการกลั่นแกล้งนั้น มีอยู่หลายประเภท ได้แก่
การกลั่นแกล้งทางวาจา อย่างเช่น การล้อเลียน ล้อเล่น ล้อชื่อ หรือแม้แต่เรียกชื่อ การแสดงความเห็นเกี่ยวกับเพศ การคุกคามทางเพศ การข่มขู่ หรืออะไรก็ตามที่เป็นคำพูดรวมไปถึงการเขียน ที่ก่อให้เกิดความไม่สบายใจ ล้วนเป็นการกลั่นแกล้งทางวาจาทั้งสิ้น
การกลั่นแกล้งทางสังคม ไม่เชิงว่าเกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) เลยเสียทีเดียว แต่เป็นการกลั่นแกล้งที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมมาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการทำลายชื่อเสียง ทำลายความสัมพันธ์ของใครบางคน การทิ้งใครซักคนให้โดดเดี่ยว การบอกคนอื่นไม่ให้ยุ่งกับคน ๆ นี้ หรือการทำให้คนอับอายในที่สาธารณะ
การใช้กำลังไม่ว่าจะเป็นการต่อยตี ผลัก ขัดขา ถ่มน้ำลาย หรือแม้กระทั่งใช้สัญญาณมือด่า หรือข่มขู่ เช่นการชูนิ้วกลาง ก็ถือเป็นการ กลั่นแกล้งทางร่างกายทั้งสิ้น
จริง ๆ แล้วการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ไม่ได้แตกต่างจากการกลั่นแกล้ง (Bullying) ทั่ว ๆ ไป เพียงแต่เปลี่ยนสนามมาทางไซเบอร์แทน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ เว็บไซต์ เว็บบอร์ด หรือแอปฯ แชท อะไรก็ตามที่อยู่บนโลกไซเบอร์ ทำให้กลุ่มของผู้กลั่นแกล้งและผู้ถูกกลั่นแกล้งใหญ่ขึ้น รุนแรงขึ้น มีเครื่องมือให้ใช้ในการกลั่นแกล้งมากขึ้น แต่ก็ทิ้ง รอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) เอาไว้ เป็นหลักฐานไว้ใช้ในการดำเนินคดีได้
Image by pikisuperstar on Freepik
จุดเริ่มต้นของการบูลลี่ มักจะเกิดขึ้นจากการแซวหรือล้อเล่นกันขำ ๆ แต่อาจเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่แซวบางทีอาจจะมีคำต่อท้ายว่า "อย่าไปจริงจังกับมันมาก" แต่เราต้องถามใจตัวเองดูว่า เราขำไปกับเขาด้วยหรือเปล่า หรือเราอึดอัดหรือไม่ ซึ่งถ้าเราอึดอัดแล้วเอ่ยปากขอให้คนแซวหยุดการกระทำ แต่คู่กรณียังไม่หยุด นั่นแหละ เหตุการณ์เริ่มเข้าสู่การถูกกลั่นแกล้งแล้ว
สิ่งที่แย่กว่านั้นคือ ถ้าเหตุการณ์นี้อยู่บนโลกออนไลน์ จะไม่ได้มีเพียงแค่คนรู้จักของเราเท่านั้นที่ร่วมการกลั่นแกล้ง แต่อาจไปดึงความสนใจจากคนแปลกหน้าเข้ามาร่วมการกลั่นแกล้งด้วย แน่นอนว่าคนรู้จักที่มากลี่นแกล้งก็ระดับหนึ่งแล้ว แต่การที่มีคนไม่เกี่ยวข้องมากลั่นแกล้ง ว่าร้ายเราอีก ใครจะไปโอเคล่ะ ?
เมื่อถูกกลั่นแกล้ง อย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียว สิ่งแรกที่ควรทำคือขอความช่วยเหลือ จากผู้ปกครอง ญาติสนิท หรือผู้ใหญ่ที่เราไว้ใจ หากเป็นที่โรงเรียนก็ขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ที่ปรึกษา หรือครูที่ไว้ใจ
แต่ถ้าไม่สะดวกใจที่จะขอความช่วยเหลือหรือปรึกษาคนใกล้ตัว ก็ลองมองหาที่ปรึกษาภายนอก เช่น มูลนิธิ หรือศูนย์ช่วยเหลือสังคมต่าง ๆ อย่างในบ้านเราก็จะมีสายด่วน 1300 พร้อมให้คำปรึกษากับเด็กตลอด 24 ชั่วโมง
Image by Freepik
ถ้าการบูลลี่เกิดขึ้นบนโซเชียลแพลตฟอร์ม เราก็สามารถบล็อกบัญชีนั้น ๆ ที่เป็นผู้กระทำพร้อมกับรายงาน (Report) พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ เพราะโซเชียลแพลตฟอร์มต่าง ๆ มักจะมีนโยบายที่ให้ผู้ใช้งานรู้สึกปลอดภัยในการใช้งานอยู่แล้ว
ความคิดเห็น (0)