ปัจจุบันเครื่องมือการตลาดออนไลน์ อย่าง เว็บไซต์ (Website) โซเชียลมีเดีย (Social Media) หรือแม้แต่ แอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนช่วยอย่างมากในการเพิ่มโอกาสให้กับแบรนด์ แต่ภายใต้โอกาสที่เพิ่มขึ้น ก็มีความซับซ้อนที่ต้องจัดการมากกว่าเดิมเนื่องจากช่องทางสื่อสารที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งประเภทของลูกค้าเองก็มีความหลากหลาย มีพฤติกรรมที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมรักความสะดวก ชอบการเปรียบเทียบและการค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ หรือชอบตัวแบรนด์และบริษัท ซึ่งหากธุรกิจต้องเจอกับปัจจัยที่ซับซ้อน คุณคงไม่สามารถมั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์และการบริการที่ดีอยู่เสมอตลอดเส้นทางของพวกเขาตั้งแต่ที่ยังเป็นกลุ่มเป้าหมาย จนกลายเป็นลูกค้าของคุณแล้ว
ดังนั้นการสร้างธุรกิจในยุคนี้ แบรนด์จึงต้องมั่นใจว่าจะสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้ตลอดรอดฝั่ง และเครื่องมือที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายนั้นก็คือ Customer Journey ถ้าวันนี้คุณยังไม่รู้จัก บทความนี้เราจะมาปูพื้นฐานไปด้วยกัน พร้อมเจาะลึกกรณีศึกษาของ Customer Journey ที่องค์กรชื่อดังใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ
ภาพจาก : https://www.forbes.com/advisor/business/software/customer-journey-map/
Customer Journey หมายถึง "เส้นทางของลูกค้า หรือ เส้นทางของผู้บริโภค" ตามทฤษฎี คือการใช้ข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนที่ลูกค้าต้องผ่านและสิ่งที่ลูกค้าจะทำเมื่อได้มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการของคุณ ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่ที่พวกเขายังเป็นแค่กลุ่มเป้าหมายและไม่รู้จักสินค้าของคุณ จนถึงเป็นลูกค้าที่กลับมาซื้อและใช้บริการสินค้าของคุณซ้ำ ๆ แล้วก็ได้ พูดอีกอย่างง่าย ๆ มันก็คือกระจกสะท้อนภาพของระบบการขายหรือการบริการของธุรกิจคุณผ่านสายตาพวกเขานั่นเอง
ซึ่งประโยชน์ที่แบรนด์จะได้รับ ก็คือ การได้เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าของคุณในเชิงลึก (Insights), ได้ทราบปัญหาของบริการตัวเอง (Issues) และ ผลกระทบ (Impact) ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น หรือ เกิดขึ้นไปแล้วต้องได้รับการแก้ไข นอกจากนี้องค์กรยังสามารถนำ Customer Journey มาใช้ฝึกอบรบพนักงานและปรับตัวได้เหมือนกัน
อีกทั้งเมื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ความซับซ้อนในการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าก็จะมีมากขึ้น และ Customer Journey ก็สามารถช่วยให้ธุรกิจเห็นภาพรวมและคงคุณภาพในการมอบประสบการณ์ที่ดีให้พวกเขาได้ตลอดรอดฝั่ง ยกตัวอย่างเรื่องของ เทคโนโลยี Metaverse ในความจริงโลกเสมือนที่อาจมีอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นในนั้น ธุรกิจของคุณที่ต้องปรับตัวในอนาคตอาจจำเป็นต้องใช้ Customer Journey มาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เส้นทางลูกค้า ที่จะไหลผ่านเข้ามาในโลกของ Metaverse ก็เป็นได้
พื้นฐานทั่วไปของการศึกษา Customer Journey หรือเส้นทางของลูกค้าคุณ คุณต้องรวบรวมข้อมูลและสร้างเป็นไดอะแกรม เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพรวมได้ชัดเจน สิ่งนั้นจะเรียกกันว่า Customer Journey Map
วัตถุประสงค์และเป้าหมาย คุณจะใช้มันวัดอะไร มองหาการปรับปรุงบริการไหน หรือเพิ่มโอกาสในการสร้างผลลัพธ์ทางการตลาดต่าง ๆ ด้านใด
คุณต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมาย หรือ ลูกค้าของคุณว่าคือคนกลุ่มไหน อายุ เพศ รายได้ ลักษณะนิสัย พฤติกรรม ยิ่งข้อมูลมีความชัดเจนและสามารถกำหนด Customer Persona ได้เด่นชัดเท่าไหร่ คุณภาพของ Customer Journey Map ก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น
ภาพจาก : https://www.freepik.com/free-photo/career-employement-young-people-concept-handsome-enthusiastic-chinese-man-cross-hands-chest-smiling-pleased-looking-satisfied-ready-apply-job-good-candidate_24800371.htm#query=customer&position=36&from_view=search&track=sph
โครงสร้างหลักของ Customer Journey Map ซึ่งจะมีการแบ่งเป็น Stage ที่ลูกค้าของคุณจะต้องผ่าน เมื่อใช้บริการหรือซื้อสินค้า ปกติไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัว และสามารถสามารถปรับได้ตามแนวทางการขายและการตลาดของแบรนด์ แต่ทั่วไปมักจะมี 5 ขั้นตอนเป็นหลัก
สิ่ง, สถานที่ หรือบุคคลที่ลูกค้าต้องเจอ เช่น ป้ายโฆษณา, โบรชัวร์, วิดีโอโฆษณา, หน้าร้าน, พนักงานขาย, รูปแบบการชำระเงิน, หน้าตาเว็บไซต์ หรือตัวแอดมิน เป็นต้น
ภาพจาก : https://customerthink.com/how-to-build-a-customer-journey-map-that-works/
การลงลึกในรายละเอียดที่อธิบายถึง การกระทำ ความรู้สึก ความประทับใจ และ อุปสรรคของลูกค้าที่ต้องผ่านขั้นตอนทั้งหมดซึ่งคุณต้องทำการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าคุณจริง ๆ ไม่สามารถคิดเองได้ เพราะมันคือข้อมูลที่สำคัญ เพื่อให้ธุรกิจเห็นโอกาสและโซลูชันมาแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ
รู้จักองค์ประกอบกันไปแล้ว ขั้นตอนการสร้างก็ง่าย ซึ่งในส่วนนี้ผมจะขอจำลองว่าธุรกิจของเราคือรีสอร์ทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ในต่างจังหวัดแล้วกัน
ขอบคุณภาพจาก : https://www.freepik.com/free-photo/spa-salon-with-beach-view_2991916.htm#query=resort&position=36&from_view=search&track=sph
สิ่งที่ต้องกำหนดเป็นอย่างแรก คือ เราจะใช้ Customer Journey วัดอะไรให้รีสอร์ทแห่งนี้ และใครเป็นกลุ่มลูกค้าของเรา ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น

ภาพจาก : https://beyondthearc.com/blog/2014/customer-experience/improve-customer-experience-with-personas-and-journey-maps
พอได้เป้าหมายและรู้แล้วว่าลูกค้าเป็นใคร ก็ลองศึกษาพวกเขาให้มากขึ้น ช่วงอายุอยู่ในวัยไหน ชอบการบริการแบบใด มีกิจกรรมอะไรที่พวกเขาอยากทำเมื่อมาใช้บริการของเรา ยิ่งคุณรู้จักลูกค้าของคุณละเอียดเท่าไหร่ ภาพก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้น
ขั้นตอนนั้นคือโครงสร้างของ Customer Journey ที่การออกแบบนั้นจะขึ้นอยู่กับรูปแบบของบริการและสินค้า ลูกค้าของคุณผ่านขั้นตอนอะไรบ้างตอนมาใช้บริการ ยกตัวอย่างตามรีสอร์ทของเรา เช่น
เอาล่ะเรามีโครงสร้างของขั้นตอน Customer Journey ของบริการรีสอร์ทแห่งนี้แล้ว ที่เหลือก็คือการสำรวจว่าลูกค้าต้องเจอกับอะไรในแต่ละขั้นตอน และเขามีการกระทำอะไรบ้าง อาจมาจากการสังเกตพฤติกรรมหรือแบบสอบถาม ตัวอย่างเช่น
เรามีข้อมูลเกือบครบทุกอย่างแล้วเหลือแค่ ความเห็นของลูกค้าในแต่ละขั้นตอน แน่ซึ่งเราก็ต้องใส่มันลงไปในทุกจุด Touchpoints โดยอธิบายให้ละเอียดว่าลูกค้า ประทับใจตรงไหนบ้าง เช่น ที่พักสวย อาหารอร่อย เป็นต้นหรือถ้ามี Painpoints อะไรที่สำคัญ ก็เพิ่มเข้ามา เช่น ตอนเดินทาง รู้สึกว่า "หารีสอร์ทยาก ระยะทางไกล ขับมาเองไม่สะดวก" เป็นต้น หรือแม้กระทั่งตอนที่มาถึงหน้ารีสอร์ทเจอพนักงานต้อนรับไม่ยิ้ม ไม่มีคนถือกระเป๋า ก็สามารถมาใส่ลงไปใน Customer Journey Map เพื่อเป็น Insights ไว้ปรับปรุงแก้ไขได้
ตอนนี้คุณก็ได้ทราบปัญหาของลูกค้าแล้วหลังจากนี้ก็เป็นการแก้ปัญหา และจุดที่ต้องแก้ก็คือ Touchpoint ต่าง ๆ ยกตัวอย่าง ถ้าปัญหานั้นอยู่ที่คนหรือพนักงานก็ต้องเรียกมาปรับทัศนคติ หรือ คิดไอเดียที่จะให้บริการลูกค้าอย่างไร เพราะคนกลุ่มนี้ใกล้ชิดลูกค้าที่สุดและรู้ข้อจำกัดในสถานการณ์จริงเป็นอย่างดี หรือถ้าหากเป็นที่การบริการก็ต้องแก้ตรงนั้น ถ้าปัญหาอยู่ที่แพลตฟอร์มก็ต้องแก้ที่ตัวแพลตฟอร์ม ถ้าเป็นเรื่องของถนนหนทางที่ลำบากก็ต้องหาบริการมาทดแทน อย่างรถรับส่งนั่นเอง
บางทีคุณอาจจะอยากศึกษาจากตัวอย่างของแบรนด์ที่เขาทำมาก่อน และนำมาปรับใช้กับธุรกิจตัวเอง ซึ่งตัวอย่างที่เรานำมาวิเคราะห์ในบทความนี้มาจาก Spotify ที่เป็นแพลตฟอร์มสตรีมเพลงออนไลน์ชื่อดังนั่นเอง โดยวัตถุประสงค์ของ Customer Journey Map ชิ้นนี้เกี่ยวข้องกับฟีเจอร์การแชร์เพลงจาก Spotify ลงสื่อโซเชียลอย่าง Facebook หรือ Instagram ที่ปัจจุบันฟีเจอร์นี้ยังเปิดใช้งานเป็นปกติ โดย Spotify ได้ใช้ทฤษฎี Customer Journey เพื่อจำลองประสบการณ์ของผู้ใช้งานฟีเจอร์ เพื่อเป้าหมายก็คือ "การออกแบบฟีเจอร์ให้ใช้ง่ายขึ้น และเพิ่มจำนวนการแชร์เพลงผ่าน Spotify ไปลงในแพลตฟอร์มอื่น ๆ "
โดยในขั้นแรกบริษัทได้กำหนดตัวตนของกลุ่มผู้ใช้เป้าหมาย (User Persona) ไว้อย่างชัดเจน เป็นบุคคลจริง ๆ และเป็นตัวแทนหมู่บ้านเพื่อพาทุกคนไปสู่ Customer Journey ของฟีเจอร์นี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าเขาต้องผ่านอะไร รู้สึกอย่างไร จนถึงต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งนายคนนี้คือ Adam Beckman อายุ 28 ปี ทำอาชีพเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์ (Web Developer) เขามักจะชอบเปิด Spotify ระหว่างเขียนโปรแกรม ทำให้ชีวิตส่วนใหญ่ของเขามักจะอยู่กับการฟังเพลงผ่าน Spotify
ผมไม่เคยรู้ว่า Spotify มีฟังก์ชันการแชร์เพลงด้วยซ้ำ มันต้องกดตรงไหน หรือมันอยู่ในเมนูสามจุด...ใช่ไหมนะ
- ความเห็นแรกโดย Adam Beckman
และนี่ก็คือ Customer Journey Map ของฟีเจอร์แชร์เพลงของ Spotify ที่ใช้ Adam Beckman เป็นตัวแทนลูกค้าซึ่งขั้นตอนที่ Adam ต้องผ่านนั้น ประกอบด้วย 7 Stage คือ "Visit → Listen → Discover → Share → Discuss → Recieve → Respond" ซึ่งในทุกขั้นตอนนั้นจะมีทั้ง การกระทำ (Steps) ความคิดเห็น (Thoughts) จุดปฏิสัมพันธ์ (Touchpoints) Actor หรือตัว Adam และ ความรู้สึกของเขา (Emotions) เรามาดูกันว่าแต่ละขั้นตอนนั้น Adam ต้องทำอะไรและรู้สึกอย่างไรเพื่อใช้ฟีเจอร์นี้
จะเห็นว่าจากขั้นตอนของ Customer Journey ในการใช้ฟีเจอร์นี้ เราได้เห็นประสบการณ์ของตัวแทนหมู่บ้านทั้ง 2 คน สะท้อนภาพระบบออกมา ทั้งจุดที่ดี และ อุปสรรค ทำให้ Spotify สามารถปรับปรุงและมองเห็นโอกาสที่จะทำให้ฟีเจอร์นี้บรรลุเป้าหมายได้ โดยเฉพาะ จากความรู้สึกที่ Grace ได้แสดงออกมา ส่งผลให้ปัจจุบันคุณสามารถกดฟังเพลงที่แชร์ได้จากในแอปพลิเคชันแชทได้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนเส้นทางไป เว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) เหมือนที่ Grace เจออีกแล้ว
|
|
ให้ดูเป็นกรณีศึกษาคร่าว ๆ หากต้องการอ่าน Case Study ของ Customer Journey Map - Spotify Music Sharing Experience เพิ่มเติมสามารถตามอ่านในลิงก์ได้ มีข้อมูลเรื่องวิธีการเก็บข้อมูลและการจำลอง Interaction Design ของระบบนี้ก่อนที่จะกลายมาเป็นปัจจุบันอีกด้วย
Case Study ของ Customer Journey Map - Spotify Music Sharing Experience เพิ่มเติม
ถ้าธุรกิจมีการใช้ Customer Journey เป็นเครื่องมือ สิ่งนี้จะไม่เพียงแต่ทำให้คุณรู้จักลูกค้ามากขึ้น แต่ยังช่วยให้คุณเห็นข้อผิดพลาดของบริการและโอกาสที่จะปูทางให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงพร้อมมอบความประทับใจให้ตลอดเส้นทางของลูกค้า และต้องบอกว่าปัจจุบันผู้บริโภคคำนึงเรื่องประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์มากเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ดังนั้นการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจผ่านการขายและหลังการขาย สิ่งเหล่านี้อาจใช้ตัดสินได้ว่า เขาจะกลับมาใช้บริการของคุณอีกรอบหรือไม่
ความคิดเห็น (0)