นอกจากช่วงเทศกาลอย่างวันตรุษจีน, วันวาเลนไทน์ และวันคริสมาสต์ที่เราจะเห็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ถูกจับย้อมเป็น "สีแดง" ตามสีของเทศกาลแล้ว ยังมีสินค้าจำพวก (Product) RED ที่จะเป็นสินค้าแบบที่เรียกว่า "รุ่นลิมิเต็ด (Limited Edition)" ออกมาให้เห็นกันอีกด้วย ว่าแต่เจ้า (Product) RED นี้มันคืออะไรกันแน่ ? ทำไมเราถึงเห็นแบรนด์ต่าง ๆ ออก คอลเลกชันสินค้าที่เป็น "สีแดง" และใช้ชื่อว่า "(Product) RED" กันนะ ?
(Product) RED เป็นชื่อเรียกสินค้าที่เข้าร่วมแคมเปญ "RED" ที่แบรนด์ต่าง ๆ พากันเข็นออกมาให้เหล่าผู้ที่ชื่นชอบ "สินค้าลิมิเต็ด (Limited Product)" ได้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ โดยส่วนมากแล้วสินค้าในแคมเปญนี้ก็มักเป็นสีแดงและก็มีการนำเอาคำว่า "RED" มาห้อยท้ายชื่อผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เพื่อบ่งบอกถึงการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ เช่น iPhone RED, Echo RED, Converse RED, GAP (RED), NIKE (RED) หรือแม้แต่ทาง American Express เองก็ยังเคยออก American Express (RED) Card ออกมาให้เห็นกันด้วย (แต่บางครั้งก็อาจเป็นสินค้าที่มี "โลโก้ RED" ประดับอยู่บนตัวสินค้าชนิดนั้น ๆ แทนการใช้สีแดงได้เช่นกัน)
ซึ่งเจ้า (Product) RED หรือของสีแดง ๆ ที่เราเห็นกันนี้ก็เป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ผู้ผลิตสินค้ากับ "RED" ที่เป็นบริษัทผู้ให้การช่วยเหลือ บุคคลที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการติดเชื้อ HIV และบุคคลที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ (AIDS) ใน 8 ประเทศ (Eswatini, Ghana, Kenya, Lesotho, Rwanda, South Africa, Tanzania และ Zambia) บนทวีปแอฟริกา รวมทั้งเป็นแคมเปญที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้และช่วยกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV กับผู้คนทั่วโลก
ภาพจาก : https://www.theglobalfund.org/en/private-ngo-partners/resource-mobilization/red/
จุดเริ่มต้นของ (Product) RED นั้นเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) จากความคิดของ Frontman ของวง "U2" อย่าง Bono (Paul David Hewson) และ Bobby Shriver หลานของ JFK (John F. Kennedy) อดีตประธานาธิบดีชื่อดังของสหรัฐอเมริกา โดยแรกเริ่มพวกเขาได้คิดแคมเปญนี้ขึ้นมาเพื่อ "ช่วยขับเคลื่อนสังคมไปพร้อม ๆ กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ"
เพราะทางแบรนด์ที่ร่วมกับแคมเปญ "RED" นี้จะบริจาครายได้สูงสุดถึง 50% ที่ทำได้จากการขายสินค้าในแคมเปญดังกล่าวนี้ให้กับกองทุนโลก (Global Fund) ในการช่วยเหลือบุคคลที่ป่วยเป็นโรคเอดส์, วัณโรค (ล่าสุดได้เพิ่มการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยจากการระบาดของ COVID-19 ด้วย)
ถึงแม้ว่าสินค้าใน Collection "RED" ที่แบรนด์ต่าง ๆ ผลิตออกมานั้นจะไม่ได้สร้างเม็ดเงินให้กับทางบริษัทมากมายนักเพราะตามกฎของการเข้าร่วมแคมเปญนี้จะต้องแบ่งส่วนหนึ่งของรายได้เข้าไปยัง Global Fund แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนมาก็ได้แก่ "ภาพลักษณ์" ที่ดูดีมากยิ่งขึ้น เพราะการเข้าร่วมแคมเปญ RED นี้ก็คล้ายกับเป็นการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility - CSR) ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ในทางบวกของบริษัทนั้น ๆ
เพราะในโลกทุนนิยมที่บริษัททั่วโลกแข่งขันกันกอบโกยกำไรเข้าหาตัว การที่บริษัทหนึ่งออกมาประกาศว่าจะ "บริจาค" เงินให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและกองทุนเพื่อสังคมก็ทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดูดีขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว
ภาพจาก : https://documama.org/2012/06/04/redrush-to-zero/
บริษัทชื่อดังเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอย่าง Apple นั้นก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมแคมเปญนี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมของปี ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) ที่ทาง Apple ได้เปิดตัว "iPod Nano" รุ่นพิเศษ (Special Edition) ที่มี "สีแดง" ออกมาเป็นครั้งแรก ก็เรียกได้ว่าทุกครั้งที่ทาง Apple ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มี "สีแดง" ออกมาก็จะจัดการแบ่งส่วนหนึ่งของรายได้เข้าไปยัง Global Fund ด้วย (สัดส่วนการบริจาคขึ้นอยู่กับประเภทและราคาสินค้า)
บัตรเครดิต "สีแดง" จาก American Express ที่เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ (Product) RED นี้ไม่ได้เป็นบัตรเครดิตรุ่น Limited ของชาวอเมริกันแต่อย่างใด เพราะทางบริษัทจำกัดการเปิดบัตรเอาไว้เฉพาะแค่ใน "สหราชอาณาจักร" เท่านั้น โดยรายได้จากการใช้จ่ายบัตร 1% (สูงสุด 1.25%) จะถูกบริจาคเข้าไปยัง Global Fund โดยตรง

ภาพจาก : https://www.trendhunter.com/trends/red-amex-is-the-new-platinum-american-express-red-card-for-aids
แบรนด์เสื้อผ้าอย่าง GAP เองก็ได้ออก Collection อย่าง "GAP RED" ออกมาเพื่อสนับสนุนแคมเปญดังกล่าวนี้ด้วย และทางบริษัทก็ได้ระบุว่าจะทำการบริจาคกำไร 50% ที่ได้จากการขายเสื้อผ้าใน Collection นี้ให้กับทาง (RED) เพื่อนำเอาไปใช้ประโยชน์ต่อไป (แต่รายได้จากเสื้อผ้า Collection อื่นที่มี "สีแดง" ไม่ได้นำเอาไปบริจาคแต่อย่างใด)
ภาพจาก : https://www.gregorysmithcreative.com/
Giorgio Armani ผู้นำวงการแฟชันอิตาลีก็ได้ออกผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนแคมเปญนี้ออกมาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแว่นกันแดด, นาฬิกา, น้ำหอม, เสื้อผ้า รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของ "Emporio Armani" RED Edition เมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วทางแบรนด์ก็ระบุว่าจะบริจาคกำไรราว 40% เพื่อสนับสนุนแคมเปญนี้
ภาพจาก : https://www.behance.net/gallery/808861/Creative-proposal-for-Emporio-Armani-(Product)red
นอกจาก Apple แล้ว ทาง Motorola เองก็ได้เปิดตัว "Motorola Slvr L7" รุ่น Limited ที่มี "สีแดง (RED)" เพื่อสนับสนุนแคมเปญนี้ในสหราชอาณาจักรด้วย โดยรายได้ 10 ยูโรและอีก 5% ของใบเสร็จการซื้อ Motorola Slvr L7 (RED) จะถูกบริจาคเข้าไปยัง Global Fund

ภาพจาก : https://www.popscreen.com/prod/MTMyNTgxODAz/Motorola-SLVR-L7-Red-Unlocked-Cellular-Phone-Gsm-Tmobile-ATT-
แน่นอนว่าร้านกาแฟเจ้าดังแบบ Starbuck เองก็ไม่พลาดแคมเปญนี้เช่นกัน โดยทางบริษัทได้ร่วมบริจาคเงิน 0.05 ดอลลาร์จากการขายเมนูส่งท้ายปีอย่าง Peppermint Mocha Twist, Gingersnap Latte และ Espresso Truffle ที่จำหน่ายในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 2008 (พ.ศ. 2551) จนถึงเดือนมกราคมปี ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) เพื่อสนับสนุนแคมเปญนี้ และยังได้วางจำหน่ายสินค้าที่หักส่วนหนึ่งของกำไรเข้าไปบริจาคที่ Global Fund ออกมาร่วมด้วย
ภาพจาก : https://i0.wp.com/f.chtah.com/i/52/163466415/holiday-email_body_03.jpg และ https://everythingmatters.typepad.com/blog/2009/11/starbucks-red.html
ความคิดเห็น (0)