คำว่า โซเชียลมีเดีย (Social Media) และ โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) เป็นสองคำที่ทุกคนน่าจะเคยเห็นผ่านตา แต่บางคนคงสงสัยกันว่า แล้วสองคำนี้แตกต่างกันอย่างไร แล้วเฟซบุ๊ค (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) ที่เล่นกันอยู่ทุกวันนี้เรียกว่าอะไรกัน ? บทความนี้ เราจะพาคุณมาดูทั้งความหมาย และความแตกต่างของทั้งสองคำนี้กัน
โซเชียลมีเดีย (Social Media) คือ แพลตฟอร์มสำหรับสร้างชุมชนเสมือนบนโลกออนไลน์ เป็นแหล่งรวมผู้ใช้งานเข้ามาประกอบกิจกรรมบนโลกออนไลน์ และสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ หรือตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือเว็บไซต์ หรือ แอปพลิเคชันโซเชียลฯ ที่เราใช้งานกันอยู่ในชีวิตประจำวันทุกวัน เช่น
ภาพจาก : https://pixabay.com/photos/media-social-media-apps-998990/
ในขณะที่แพลตฟอร์มแชท หรือพูดคุย ชื่อดัง อย่าง LINE, WhatsApp, Telegram นั้น ในปัจจุบันนี้ ก็ถือว่าเป็น Social Media ประเภทหนึ่ง เพราะคู่สนทนาของแต่ละคนในแอปพลิเคชัน บางครั้งก็ไม่ใช่ญาติพี่น้อง เพื่อนหรือคนรัก แต่เป็นบุคคลที่ติดต่อมีจุดประสงค์อื่น ๆ เช่น ติดต่อเรื่องการทำงาน พูดคุยในเรื่องราว ความสนใจที่มีเหมือน ๆ กัน ฯลฯ
ส่วนความหมายของคำว่า โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) ซึ่งสำหรับคำนี้นั้น จริง ๆ แล้วเราควรจะเรียกมันว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กกิ้ง (Social Networking) มากกว่า เพราะว่ามันคือ กระบวนการสร้าง, ดูแล, ดำเนินการ หรือการกระทำใด ๆ บนชุมชนเสมือนในโลกออนไลน์ รวมถึงการรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ใช้งานสังคมหนึ่งร่วมกัน นั่นก็คือพฤติกรรม กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียนั่นเอง
ในที่นี้ขอ ยกตัวอย่าง บนแพลตฟอร์ม Facebook ซึ่งมีฟีเจอร์หลักอย่างการใช้งานพูดคุย โพสต์รูปภาพ วิดีโอได้เหมือน ๆ กัน แต่จุดประสงค์การใช้งานแต่ละรูปแบบก็จะแตกต่างกัน อย่างเช่น Facebook ส่วนตัวที่รองรับเพื่อนได้ไม่เกิน 5,000 คน สำหรับอัปเดตเรื่องราวส่วนตัว โพสต์ และแชร์สิ่งที่น่าสนใจต่าง ๆ ในขณะที่ Facebook แฟนเพจที่เหมาะสำหรับการใช้งานระดับองค์กร ธุรกิจ รองรับสมาชิกได้ถึงหลักล้านเลย แน่นอนว่าคอนเทนต์ก็จะแตกต่างจาก Facebook ส่วนตัว
หรือแม้แต่ Instagram จากเดิมที่เป็น แพลตฟอร์มที่ ลงรูปภาพอย่างเดียว ก็ปรับเปลี่ยนให้ใช้งานร่วมกับวิดีโอได้ มีฟีเจอร์ Story และ Reel เอื้อต่อผู้ใช้งานที่เน้นด้านวิดีโอเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่ส่วนของการซื้อ-ขายสินค้า Instagram ก็พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้ใช้งานที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอีกด้วยเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ต่าง ๆ มากมาย แต่หลาย ๆ แพลตฟอร์มก็ล้มหายตายไปจากวงการออนไลน์ หรือถูกซื้อ ควบรวมโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ก็มี แล้วสื่อโซเชียลเจ้าใหญ่ ๆ ก่อให้เกิดเครือข่าย หรือ เน็ตเวิร์ก (Network) ของคนออนไลน์ ให้เชื่อมโยงถึงกันได้อย่างไรบ้าง ?
เหตุผลแรก ก็คือ อัลกอริธึมของแพลตฟอร์มนั้น ๆ จะรับข้อมูลจากการสมัครสมาชิก เช่น เพศ (Gender), อายุ (Age), เชื้อชาติ (Nationality), ความเชื่อทางศาสนา (Religious Beliefs), ความสนใจ (Interest), งานอดิเรก (Hobby), สถานศึกษา (Education Background) และอื่นๆ
ในกรณีนี้อย่างเช่น ระบบมันจะดูจากผู้ใช้งานว่า จบการศึกษาจากโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ใดมาบ้าง หรือแม้แต่ สถานที่ทำงาน (Workplace) ฯลฯ จากนั้น ระบบจะทำการจับกลุ่มด้วยข้อมูลของสมาชิกที่มีเหมือน ๆ กัน นอกจากนั้น หากเพิ่มเพื่อนในโซเชียลมีเดีย ระบบก็ทำการค้นหาเพื่อนของเพื่อนเพิ่มเติม เผื่อเป็นผู้คนที่คุณอาจรู้จักนั่นเอง
อีกเหตุผลสำคัญก็คือ การใช้งานที่ง่าย อย่างเช่นทวิตเตอร์ที่แค่ทวีตข้อความก็สามารถส่งต่อข่าวสารได้แล้ว รวมถึงการรีทวีต (Retweet) ที่ง่าย ส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในยุคที่เน้นการสื่อสารด้วยวิดีโอ จึงทำให้มีแพลตฟอร์มทางเลือกเพิ่มเติม เช่น ติ๊กต่อก (TikTok) ที่เป็นการรวมคลิปวิดีโอสั้น ๆ แต่สร้างความตื่นตาให้ผู้ใช้งาน และรวมกลุ่มจนเกิดเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นมาได้
ภาพจาก : https://www.flickr.com/photos/solen-feyissa/50179272367
นอกจากการใช้งานโซเชียลมีเดียในชีวิตส่วนตัวแล้ว โซเชียลมีเดียในภาคธุรกิจก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากชีวิตประจำวันต้องเกี่ยวเนื่องกับสินค้าและบริการอยู่แล้ว ฉะนั้น การแสดงผลของเนื้อหา (Content) บนแพลตฟอร์มแต่ละแบบจะต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และนั่นทำให้กิจกรรมบนโซเชียลมีเดียมีเพิ่มเติม เช่น การกดไลก์โพสต์ กดแชร์โพสต์เพื่อลุ้นรับรางวัล และนั่นทำให้ยอดการเข้าถึง (Reach) และ การมีส่วนร่วม (Engagement) เพิ่มเติม และเป็นอีกช่องทางสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์
อย่างไรก็ตาม อาจมีความขัดแย้งกันระหว่างผู้คน ความคิดเห็น จึงทำให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียวเฉพาะกลุ่มเกิดขึ้นมากขึ้น เช่น LinkedIn ที่ผู้คนมักเข้าใจว่าเป็นแหล่งสมัครงานจากบริษัทใหญ่ ต้อนรับบุคลากรมืออาชีพ ซึ่งที่นี่ยังมีบริการอื่น ๆ เช่น คอร์สพัฒนาทักษะฟรี, การแนะนำประสบการณ์จากผู้บริหารระดับสูงในวงการต่าง ๆ, GitHub ชุมชนโปรแกรมเมอร์ที่มีโค้ดต่าง ๆ มาแบ่งปันกัน ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าทั้ง Social Media และ Social Network(ing) นั้น จัดว่าเป็นของคู่กัน โดยที่ Social Media เป็นสื่อกลางออนไลน์ที่ก่อให้เกิด Social Network การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดเครือข่ายระหว่างผู้คนซึ่งกันและกัน ซึ่ง Social Network จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หาดขาดสื่อ Social Media ที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปใช้งานจนเกิดเป็นเครือข่าย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเว็บไซต์, แอปพลิเคชัน หรือ รูปแบบใด ๆ ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคำนี้มีนิยามที่เหมือนกันก็คือ ส่วนหนึ่งต้องอาศัยการบอกเล่าปากต่อปาก จึงจะเกิดเป็นกลุ่มคน เครือข่ายใหญ่ขึ้นได้ รวมถึงจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียนั้น ๆ เพิ่มขึ้น แต่เรื่องของคุณสมบัติ ฟีเจอร์การใช้งานในแพลตฟอร์มนั้น ๆ จะเป็นตัวตัดสินว่าผู้ใช้งานแบบไหนเหมาะกับโซเชียลมีเดียแบบใด แพลตฟอร์มไหนเหมาะกับชีวิตส่วนตัว แบบไหนเหมาะกับการส่งเสริมธุรกิจ องค์กร รวมถึงประเภท รูปแบบเนื้อหาที่ใช้ของแต่ละแพลตฟอร์ม
ภาพจาก : https://www.freepik.com/free-vector/business-people-with-connection-icons_3585358.htm
ยกตัวอย่างเช่น Facebook ส่วนตัว กับ Facebook แฟนเพจ มีความแตกต่างตั้งแต่จุดประสงค์การใช้งาน เนื้อหาบน Facebook ส่วนตัวเกิดจากเจ้าของบัญชีนั้น ๆ เพื่อแชร์ความเห็นส่วนตัว โพสต์รูปภาพ เพื่อพูดคุยกับเพื่อน ๆ หรือคนรู้จักจำนวนหลักสิบหรือหลักร้อย แต่ว่า Facebook แฟนเพจต้องสร้างและส่งเนื้อหาเพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ กลับมา เช่น ผลลัพธ์ทางธุรกิจ การประชาสัมพันธ์สู่กลุ่มคนจำนวนมาก การโต้ตอบจากกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ ฯลฯ
แม้การรวมกลุ่มคน การสร้างชุมชนจะเกิดขึ้นได้แม้ไม่มี Social Media แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน สื่อโซเชียลออนไลน์นี่แหละที่ดึงดูดการรวมกลุ่มให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายมาก ฉะนั้น Social Network จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดสื่อกลางที่เป็นจุดเริ่มต้นอย่าง Social Media
ความคิดเห็น (0)