ทิปส์ไอที (IT Tips)
IT Tips
ทิปส์ Tips หรือ เทคนิคไอที เคล็ดลับดีๆ ในการใช้คอมพิวเตอร์ หรือ เคล็ดลับการใช้อุปกรณ์พกพาต่างๆ อย่าง สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ให้เกิดประโยชน์ และ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เปลี่ยนชีวิตหลังความตายให้เป็นดิจิทัล ตัวตายแต่โปรไฟล์ยังอยู่ (ตลอดไป…)

การจัดการกับชีวิตหลังความตายด้วยบริการดิจิทัลต่าง ๆ ตั้งแต่การสร้างตัวตนไม่ให้หายไป จนถึงการทำพรีเซนต์งานศพ เรียกได้ว่า ตัวตายแต่โปรไฟล์ยังอยู่ (ตลอดไป…)
เปลี่ยนชีวิตหลังความตายให้เป็นดิจิทัล ตัวตายแต่โปรไฟล์ยังอยู่ (ตลอดไป…)

  4 กันยายน 2565      6,348
4.33 (3 โหวต)   
ยกเลิก

ตัวตายแต่โปรไฟล์ยังอยู่ (ตลอดไป…)

ชีวิตอมตะเป็นหนึ่งในสุดยอดความปรารถนาของมนุษย์

บทความเกี่ยวกับ ทิปส์ Artificial Intelligence อื่นๆ

หรือจะเรียกว่าเป็น จุดที่สร้างความเจ็บปวด (Pain Point) อย่างหนึ่งที่ฝังใน DNA ของเราทุกคนก็ว่าได้ และแน่นอนว่าเมื่อมี Pain Point ที่ไหนเราก็จะเห็นสตาร์ทอัพที่นั่น เพราะ Pain Point คือโจทย์ธุรกิจที่รอการแก้ไข มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีสตาร์ทอัพมากมายเรียงหน้าเสนอไอเดียแก้ปัญหา “คนไม่อยากตาย”

บทความนี้จะพาไปสำรวจสตาร์ทอัพที่สัญญากับเราว่าต่อไปนี้เราจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป

เนื้อหาภายในบทความ

 

Humai จะพาเราไปมีชีวิตนิรันดร์
(Humai will lead us to eternal life)

ประมาณปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) สตาร์ทอัพจากออสเตรเลียชื่อ Humai หรือ "Human Resurrection through Artificial Intelligence" ประกาศว่าจะพัฒนาระบบที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญดังนี้ 

ส่วนการแช่แข็งสมองของผู้ต้องการมีชีวิตต่อไป

ด้วยเทคโนโลยี Cryonics หรือการเก็บรักษาร่างกายหรืออวัยวะด้วยอุณหภูมิต่ำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ใครเคยดูสารคดีเรื่อง Hope Frozen (ค.ศ. 2020 / พ.ศ. 2563) ที่ครอบครัวเนาวรัตน์พงษ์แช่แข็งร่างของลูกสาว 2 ขวบที่จากไปด้วยโรคมะเร็งสมองก็คือเทคนิคนี้ครับ โดยทางครอบครัวหวังว่าวันข้างหน้าเมื่อเทคโนโลยีการแพทย์ดีขึ้น จะสามารถรักษามะเร็งสมองชนิดนี้ได้ เมื่อนั้นลูกสาวก็จะกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

ส่วนปัญญาประดิษฐ์และนาโนเทคโนโลยีที่ใช้ในการสแกนบุคลิกภาพส่วนบุคคล

โดยระบบนี้จะสามารถบันทึกสไตล์การสนทนา ลักษณะท่าทาง พฤติกรรม การเคลื่อนไหวร่างกาย และเก็บสำรองข้อมูลเอาไว้ เทคโนโลยีนี้ ปัจจุบันก็พอมีให้เห็นบ้าง ลองนึกว่าถ้าเราเก็บข้อความจากทวิตเตอร์ของผู้ใช้มา แล้วเก็บตัวอย่างเสียงมาด้วยก็สามารถสร้างเป็น แชทบอท (Chatbot) ที่สนทนาด้วยเสียงได้แล้ว นอกจากนี้แล้ว เทคโนโลยี AI ยังสามารถเรียนรู้วิธีการพูดหรือเลียนแบบท่าทางของคนได้อีกด้วย

เป้าหมายสูงสุดของ Humai ที่จะสามารถสร้างร่างกายเทียมของคนขึ้นมาได้ทั้งร่าง

เพื่อทำการฝังสมองที่แช่แข็งไว้แล้วโหลดข้อมูลที่สำรองไว้ก่อนหน้า จากนั้นทำการปรับปรุงเซลล์สมองที่อาจเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาได้ เมื่อทำได้แล้วสมองก็จะสามารถสั่งงานร่างกายเทียมได้ด้วยความคิดนั่นเอง โดยทางทีมงานคาดว่าจะสามารถทำได้ภายในปี ค.ศ. 2045 (พ.ศ. 2588)

มนุษย์จะสามารถถอดสมองไปแช่แข็ง แล้วเอาความทรงจำไปเก็บไว้เพื่อกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้หรือไม่คงต้องอดใจรออีกประมาณ 20 ปี แต่ล่าสุดตอนนี้เว็บของเขา อย่าง humaitech.com ก็ปลิวแล้ว ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กก็ปลิวแล้ว ก็อาจจะลุ้นยากหน่อยนะครับ

ก่อนตายกลายร่างเป็นมนุษย์ดิจิทัลด้วย Eternime
(Before death, transform into a digital human with Eternime)

ถ้าความฝันที่จะเก็บสมองไว้ดูจะไกลเกินเอื้อม การเก็บรักษาตัวตนของเราในรูปแบบดิจิทัลเพื่อเป็นมรดกให้ลูกหลานก็อาจดูเป็นไปได้มากกว่า ถ้าเราสามารถเก็บ รอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) ของผู้ใช้หนึ่งได้มากพอ จากบริการโซเชียลมีเดียทุกค่าย ลองคิดดูว่าถ้าเราโพสต์ความคิดบนเฟซบุ๊ก ถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอบนอินสตาแกรม โหลดคลิปลงติ๊กต็อก ข้อมูลทั้งภาพเคลื่อนไหว เสียง และข้อความของเราจะมีมากมายจน เทคโนโลยี AI จะสามารถแปลงสิ่งเหล่านี้เป็นร่างจำลองของเราในโลกดิจิทัลได้

สตาร์ทอัพ Eternime เสนอแนวคิดนี้และเริ่มพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ใช้ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) โดยแอป Eternime จะเป็น Chatbot ที่สวมบทนักชีวประวัติส่วนตัวของเรา คือนอกจากจะคอยเก็บข้อมูลจากแอปฯ อื่น ๆ ที่เราใช้แล้วยังสอดแทรกคำถามอื่น เช่นถ้าเราเพิ่มเพื่อนในเฟซบุ๊ก มันก็จะถามต่อว่าไปรู้จักกันที่ไหน การใช้แอป Eternime นั้นคล้าย ๆ กับการบันทึกไดอารีดิจิทัลไปเรื่อย ๆ และสุดท้ายมันก็จะสามารถเป็นตัวแทนของเราได้เมื่อเราจากไปนั่นเอง

ฟังดูก็น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะทางผู้พัฒนาหวังว่าการเก็บรักษาเรื่องราวของเราไว้ในรูปแบบนี้จะช่วยให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ แทนที่เรื่องราวเหล่านั้นจะสูญหายไปตามกาลเวลา 

ไอเดียของแอปฯ นี้ก็กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกตั้งแต่ตอนที่ผู้ก่อตั้งไปเข้าค่าย Entrepreneurship Development Program กับ MIT เพราะมันโดนใจผู้คนมากมายโดยเฉพาะคนที่กำลังจะสูญเสียคนที่รักและครอบครัวที่มีสมาชิกป่วยระยะสุดท้าย เพราะการเก็บความทรงจำของคนที่มีความหมายในชีวิตเราก่อนที่จะไม่มีโอกาสเป็นเรื่องที่มนุษย์ทั่วไปโหยหาอยู่เสมอ

แต่จากการสำรวจล่าสุด เว็บ eterni.me ก็ Redirect ไปที่บทความของผู้ก่อตั้งบน Medium เฟซบุ๊กก็นิ่งไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 (พ.ศ. 2562) แล้ว หาแอปพลิเคชันบน Google Play หรือ App Store ก็ไม่มี หรือไอเดียการสร้างร่างอวตารของเราไว้เป็นอนุสรณ์เพื่อคนรุ่นหลังอาจจะยังท้าทายเกินไป น่าขนลุกเกินไปในปัจจุบัน ?

ต้อนรับแขกผู้ร่วมงานศพของเราด้วยตัวเองกับ StoryFile
(Welcome funeral guests with a Storyfile)

หากไอเดียการโอนข้อมูลสมองและการพัฒนาร่างเสมือนด้วย เทคโนโลยี AI ของ Humai ดูล้ำเกินไป แนวคิดการสร้างอวตารให้มีชีวิตต่อไปในโลกดิจิทัลของ Eternime ดูหลุดโลกเกินไปจริงไป ผมว่าแนวคิดของ StoryFile อาจตอบโจทย์คนที่อยากฝากเรื่องราวชีวิตของตัวเองไว้ให้ลูกหลานและญาติมิตรก็เป็นได้

StoryFile สตาร์ทอัพจากลอสแอนเจลิสใช้เทคโนโลยีฮอโลกราฟี (Holography) สร้างตัวตนเสมือนจริงโดยตั้งกล้องวิดีโอ 20 ตัวบันทึกขณะสัมภาษณ์ผู้ที่ต้องการใช้บริการ จากนั้นทีมงานก็จะลง Tag คำพูด บทสนทนาเพื่อสร้างให้ AI รู้ว่าแต่ละช่วงพูดถึงเรื่องอะไร นำภาพไปสร้างเป็นตัวตนเสมือนจริงของผู้ใช้กลายเป็นร่างจำลองที่สามารถตอบโต้กับคนจริงได้

แรกเริ่มเดิมที StoryFile เป็นโปรเจคที่พัฒนาเพื่อบันทึกความทรงจำของผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และบุคคลสำคัญของโลก เช่นคุณ William Shatner ดาราจาก หนัง ภาพยนตร์ Star Trek ก็ได้ร่วมงานกับ StoryFile สร้างฮอโลแกรมของตัวเองไว้เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้กับคนรุ่นหลัง เรื่องหนึ่งที่คุณ William พูดถึงก็คือเรื่องเทคโนโลยีฮอโลกราฟีนี่ละครับ เพราะ Star Trek เป็นภาพยนตร์ไซไฟ (Sci-Fi) ที่ทำให้เทคโนโลยีนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Holodeck

ต้อนรับแขกผู้ร่วมงานศพของเราด้วยตัวเองกับ StoryFile
ภาพจาก https://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-11113195/New-AI-tool-allows-mourners-conversations-dead-funeral.html

StoryFile ไม่ได้ใช้วิธีสร้างตัวปลอมแบบ เทคโนโลยี Deepfake เพราะทางทีมงานต้องการให้เทคโนโลยีนี้สะท้อนตัวตนที่ใกล้เคียงผู้ใช้งานตัวจริงมากที่สุด จุดเด่นของมันคือการให้เราตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา ตั้งแต่คำถามทั่วไป ความทรงจำในวัยเยาว์ จนไปถึงเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นเรื่องผิดหวัง หรือเสียใจในอดีต

เมื่อได้เรื่องราวเหล่านี้มาผ่านกระบวนการสร้างเป็นฮอโลแกรมแล้ว มันจะถูกแสดงในงานศพของเจ้าของฮอโลแกรมเพื่อให้แขกผู้ร่วมงานได้สนทนาและทำความรู้จักตัวตนของผู้เสียชีวิต หรือพูดง่ายๆ ก็คือเราสามารถจะมาต้อนรับแขกที่มางานศพของเราได้นั่นละครับ

ที่จริง Use Case ของทาง StoryFile (storyfile.com) มีเยอะมาก นอกจากการบันทึกอัตชีวประวัติของคนทั่วไปหรือบุคคลสำคัญแล้ว ทางทีมงานเสนอว่าเราสามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อบันทึกเรื่องราวขององค์กรให้พนักงานและลูกค้าได้เรียนรู้ สร้างเป็นผู้แนะนำการแสดงผลงานในพิพิธภัณฑ์ แนะนำสินค้า สร้างเป็นประวัติส่วนตัวใน LinkedIn รวมถึงใช้ในการอบรมพนักงานหรือสร้างเป็นสื่อการสอนก็ยังได้ ในเว็บไซต์ของ StoryFile มีตัวอย่างการใช้งานให้ดูเยอะมาก

StoryFile เพิ่งจะเปิดให้บริการเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี่เองครับ ด้วย Solutions ที่หลากหลายและไม่ได้เน้นไปการขายไอเดียเรื่องชีวิตอมตะหรือตัวตนเสมือนจริงหลังความตาย การเก็บข้อมูลก็เพียงเข้าไปใน Studio ประมาณ 2 - 3 วัน แล้วทีมงานก็เอาข้อมูลไปดำเนินการต่อได้ จึงถือว่าเป็นบริการที่น่าจับตามอง

บทสรุป (Conclusion)

มนุษย์กับความต้องการมีชีวิตอมตะเป็นเรื่องที่อยู่คู่กันมานานแสนนาน ในยุคที่เราคาดหวังว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เรื่องการต่ออายุให้นานที่สุดหรือการมีตัวตนต่อไปในโลกดิจิทัลจึงเป็นสิ่งที่คนเริ่มตั้งความหวัง

แต่สำหรับผมแล้ว คำพูดที่ว่า “เราเอาเวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตคิดถึงเรื่องราวในอดีต และเอาเวลาอีกครึ่งหนึ่งคิดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เราจึงไม่เหลือเวลาให้กับปัจจุบัน” ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ 

เพราะถ้าเรามัวคิดแต่จะมีชีวิตที่เป็นอมตะในอนาคตที่ไม่รู้จะเป็นจริงได้หรือไม่ เราคงไม่เหลือเวลาให้กับปัจจุบันเพื่อใช้มันกับคนที่เราห่วงใย หรือทำในสิ่งที่เรามีความสุขแน่ ๆ

ที่มา :
คำสำคัญ :

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

ความคิดเห็น (0)


นำทิปส์ขึ้นเว็บ Thaiware.com