Asus Zenfone 5 ดูดีมีสไตล์ ขุมพลังที่มีอินเทลชิพเซ็ตภายใน


เมื่อไม่นานมานี้ทาง Asus ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ราคาไม่แรงแต่คุณภาพเยี่ยม ได้ใส่ชิพเซ็ตด้วยระบบประมวลผลจากทาง Intel ที่ให้ความแรงและเร็วเป็นที่น่าพอใจ และตอนนี้ทางไทยแวร์ได้มีโอกาสจับ Asus รุ่น Zenfone 5 มารีวิวที่ใช้ชิพ Intel Atom Z2560 ความเร็ว 1.6 GHz. แบบ Multi Core กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล พร้อมระบบออโต้โฟกัส และกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล หน่วยความจำเครื่อง 1GB รองรับ Micro SD Card ได้สูงสุดถึง 64GB เลยทีเดียว
- Signature-Based Detection หรือการตรวจจับตามรูปแบบ อิงลายเซ็น คืออะไร ?
- SHA-256 คืออะไร ? รู้จักฟังก์ชันการเข้ารหัสลับ การทำงาน ข้อดี-ข้อเสีย
- FTPS คืออะไร ? ทำงานอย่างไร ? ต่างจาก SFTP อย่างไร ? และข้อดี-ข้อเสีย
- JSON คืออะไร ? รู้จักโครงสร้าง ประโยชน์ การทำงาน ข้อดี-ข้อเสีย ของมัน
- แนะนำโน้ตบุ๊กน่าซื้อใช้ ไตรมาส 4/2569 (Recommended Notebook Q4/2026)

นอกจากนี้เค้ายังรับประกันเกี่ยวกับหน้าจออีกด้วยว่าทำจากวัสดุใหม่ Gorilla Glass 3 ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนจากเล็บและของมีคมได้ระดับนึง และที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างของ Zenfone คือ ระบบเซ็นเซอร์ Glove Touch Support ที่แม้จะใส่ถุงมือก็สามารถทัชหน้าจอได้เหมือนไม่ได้ใส่เลย รวมไปถึงการถ่ายภาพและถ่ายวิดีโอได้แบบ Full-HD 1080p ที่ให้ความคมชัดสูง และยังออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งาน 2 ซิมอีกด้วย ตอบรับกับการใช้งานปัจจุบันที่ใช้เบอร์โทรมากว่า 1 เบอร์ขึ้นไป
สเปกเครื่อง Asus รุ่น Zenfone 5
ด้านล่างเป็นสเปกเครื่องทั่วไปไม่ว่าจะเป็นขนาดตัวเครื่อง น้ำหนัก ขนาดของหน้าจอ ระบบปฏิบัติการ วัสดุที่ใช้ทำหน้าจอ เป็นต้น

- ขนาดตัวเครื่อง 148 x 73 x 10 ซม.
- น้ำหนักเบาราวๆ 145 กรัม
- ขนาดของหน้าจอตัวนี้อยู่ที่ 5 นิ้ว
- ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) 4.3 Jelly Bean *สามารถอัพเป็น 4.4 Kitkat ได้ด้วย
- หน่วยประมวลผล Intel Atom Z2560 ความเร็วที่ 1.6GHz แบบมัลติคอร์
- แรม (Ram) 1GB / ความจุภายในเครื่อง 1GB และ Rom 8GB
- วัสดุที่ใช้ทำหน้าจอทำจากกระจก Gorilla Glass 3 ป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี
- รองรับการเพิ่มหน่วยความจำแบบ Micro SD สูงถึง 64 GB
- กล้องหลัง 8ล้านพิกเซลพร้อมระบบออโต้โฟกัส และ กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล
- การถ่ายภาพและวิดีโอแบบ Full-HD 1080p ออกมาเป็นสกุลไฟล์ MPEG4, DivX เป็นต้น
- ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.
- รองรับการใช้งาน 2 ซิมแบบ Micro Sim
- การเชื่อมต่อแบบ Blue Tooth 4.0, Wi-Fi 802.11 b / g / n
- ความจุแบเตอรี่ 2110 mAh
แกะกล่องส่องของภายใน
ทีนี้เรามาลองแกะกล่องกันว่ามีอะไรให้ข้างในบ้างกับ Zenfone 5 ตัวกล่องเป็นกระดาษแข็งดูดี เลื่อนสไลด์กล่องออกมาก็เจอตัวเครื่องนอนเล่นจอใสวิ๊งๆ รอให้สัมผัสอยู่ ด้วยขนาดหน้าจอกว้างถึง 5 นิ้ว และตัวเครื่องบางพอสมควรน้ำหนักเบามือ ไปดูส่วนต่อไปกันดีกว่า

อุปกรณ์ที่มีให้ภายในกล่อง
- หัวชาร์จไฟ (Adapter) : 1 ชิ้น
- สายชาร์จหรือสายเชื่อมต่อข้อมูล (Data Link) : 1 เส้น
- สมอลทอร์ค : 1 ชุด
- จุกสำหรับเปลี่ยนใส่หูฟัง 3 ขนาด คือ เล็ก, กลาง และใหญ่
- ตัวเครื่อง Zenfone 5 : 1 เครื่อง
ชมตัวเครื่องแบบ 360 องศา

ครั้งแรกที่จับตัวเครื่องก็รู้สึกว่า หน้าจอมันใหญ่ดีแถมยังเบาอีกต่างหาก วัสดุรอบตัวเป็นพลาสติกซะส่วนใหญ่ก็พอจะสมราคาบ้าง

ตัวเครื่องด้านขวาจากปุ่มทางขวา คือ ปุ่มพาวเวอร์ ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ตัวปุ่มทำออกมาได้สวยงาม

ด้านซ้ายเรียบๆ ไม่มีปุ่มอะไรดูสบายตาดีแต่มีร่องเล็กๆ ให้แกะฝาหลังออกได้

ด้านล่างของเครื่องมีช่องไมค์รูเล็กๆ และช่องต่อสายชาร์จเรียบร้อยดี

ด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5มม. อยู่ในตำแหน่งที่ดีไม่เกะกะเวลาเล่นเกมส์

กล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ไม่มีแฟลชหน้าไม่มีระบบออโต้โฟกัส

ปุ่มด้านล่างจากซ้ายไปขวา คือ ปุ่มย้อนกลับ ปุ่มโฮม และปุ่มสลับการทำงานปิดหรือเปลี่ยนใช้แอปอื่นได้ง่ายขึ้น

กล้องหลังอยู่ตรงกลางพอดีเป๊ะ พร้อมแฟลช ความละเอียดมากถึง 8 ล้านพิกเซลพร้อมระบบออโต้โฟกัส

ลำโพงด้านล่างให้เสียงที่ก้องกังวานพอสมควรไม่ถึงกับดังเกินไป

ด้านหลังแบบงามๆ เห็นเต็มตัวกันเลย ส่วนตัวมองว่าด้านหลังสกรีนโลโก้ไม่ค่อยดีใช้ไปนานๆ จะถลอกหมด

ตัว Asus Zenfone 5 สามารถถอดฝาหลังออกได้ ซึ่งจริงๆ แล้วทาง Asus ได้ทำออกมาหลายสีเพื่อให้เลือกเปลี่ยนได้ตามใจชอบกันเลย ครั้งนี้ที่ได้นำมาทดสอบเป็นสีขาวไข่มุกนั่นเอง

ด้านหลังเครื่องเมื่อเปิดออกมาจะเห็นแค่ช่องใส่ซิม 2 ช่อง เลขอีมี่เครื่อง กล้องหลัง แฟลช เท่านั้น ไม่สามารถถอดแบตออกได้

เมื่อเปิดเครื่องปุ๊บก็เจอหน้าจอแบบนี้ดูสดใสสวยงามดี เริ่มใช้งานง่ายๆ เพียงสไลด์ไปทิศทางไหนก็ได้

พอกดเข้าหน้าจอมาก็จะเจอหน้าโฮมสกรีน แอปฯ ที่เห็นเยอะแยะนี้ทางทีมงานได้โหลดแอปฯ และเกมส์มาลองทดสอบบ้างแล้ว

หน้าจอรวมแอปพลิเคชันทั้งหมดที่มีในเครื่องของเราดูเรียบๆ ตามแอนดรอยด์ทั่วไป

หน้าวิตเจ็ตที่ไม่เด่นอะไรมากนักแต่ยังคงไว้เพื่อเรียกใช้งานได้สะดวก
การถ่ายภาพที่เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของ Zonfone Series
- โหมด Low Light : การถ่ายภาพและวิดีโอในที่ที่มีน้อยแสงให้ความสว่างถึง 400% โดยที่ไม่ต้องใช้แฟลชเลย
- Time Rewind : เราสามารถเลือกภาพย้อนหลัง ก่อนที่จะกดชัตเตอร์ได้ 2 วินาที ทำให้เราสามารถเลือกภาพที่ดีที่สุดได้
- Turbo Burst : สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้อย่างรวดเร็วกว่า 25 ภาพ
- Smart Remove : ลบวัตถุที่ไม่ต้องการออกจากรูปได้ทันทีที่ถ่าย
- All Smiles : จะโฟกัสใบหน้าบุคคลที่มีรอยยิ้มและกล้องจะถ่ายเองโดยอัตโนมัติ
- HDR (High Dynamic Range) : สามารถถ่ายภาพด้วยระดับแสงที่แตกต่างกันถึง 3 ระดับด้วยกัน จึงทำให้ภาพถ่ายของคุณมีแสงที่เป็นธรรมชาติและสว่างมากที่สุด
เรามาลองถ่ายภาพในโหมดต่างๆ ที่ตัวเครื่องมีกันเลย
โหมดปกติ : การถ่ายภาพทั่วไปนับว่าทำออกมาได้ดีแต่ไม่ถึงกับดีมาก ยังมีเป็นลอนคลื่นตามรอยวัตถุที่เราถ่าย แต่ถ้าแต่งรูปก็พอจะช่วยได้บ้าง
โหมด HDR : เป็นโหมดที่เกิดมาเพื่อถ่ายย้อนแสงจริงๆ โดยในครั้งนี้ได้ทดลองถ่ายภาพจากแสงแดดภายนอกและจากหลอดไฟภายในตู้เค้ก


จะเห็นได้ว่าภาพโหมด HDR มีแสงมากกว่า ภาพมีสีสันสมจริงและคมชัดมากขึ้น สามารถถ่ายย้อนแสงได้สบาย
โหมด Low Light : โหมดสำหรับการถ่ายภาพในตอนกลางคืนที่จะทำให้เห็นรายละเอียดได้ดีขึ้น

เห็นได้ชัดเจนเลยว่าโหมด Low Light จะได้ภาพสว่างกว่าโหมดปกติเห็นรายละเอียดได้เป็นสัดส่วนมากขึ้น แต่ยังไม่ค่อยคมชัดเท่าไรและเวลาถ่ายต้องมือนิ่งๆ ใช้เวลาถ่ายนานกว่าโหมดปกติ
โหมด Panorama : การถ่ายภาพแบบพาโนราม่าซึ่งจะได้วิวและทิวทัศน์ที่กว้างมากๆ

จะเห็นได้ว่าได้ภาพกว้างมาก ควบคุมง่ายมีเส้นลากขณะถ่ายภาพ ทำให้กะตำแหน่งได้ง่ายมาก
สรุปโดยรวมการถ่ายรูป : กล้องหน้าหรือหลังก็ยังไม่ชัดเท่าไร ยังมีเป็นลอนคลื่นตามขอบวัตถุและยิ่งเจอโหมด Night เห็นชัดมากว่ารูปที่ได้ถูกปรับแต่งมากกว่าทำให้ไม่ค่อยสมจริงสักเท่าไร
ทดสอบการถ่ายวิดีโอ
จากที่ลองถ่ายวิดีโอจากการเคลื่อนไหวต่างๆ ก็ยังอยู่ในระดับที่พอใช้แม้จะมีคลื่นกระตุกบางจังหวะ แต่ก็ไม่น่าเกลียดถึงขั้นถ่ายไม่ได้เลย ชมวิดีโอการอัดวิดีโอด้านล่างเลย
ทดสอบเครื่องด้วยแอป BenchMark
ถือว่าคะแนนออกมาปานกลางไม่แรงแต่ก็ไม่ช้าจนน่าเกลียดด้วยการทดสอบนี้คงชี้ได้ว่าการใช้งานปกติและ 3 มิติ รวมถึงการใช้แรมจากเครื่องที่รีดออกมาได้ดีทีเดียว ส่วนการเล่นแอปพลิเคชันทั้งหลาย ก็ยังมีสะดุดหรือกระตุกเล็กๆ หากไม่ได้สังเกตจริงจังก็ไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไร
จากรายละเอียดด้านบนเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นที่สูงกว่านับว่ายังห่างชั้นไกลนัก แต่ถ้ามองลดลงมาอีกหน่อยก็เกือบแตะ Galaxy Note 2 ได้เลยนะเนี่ย หากปรับกล้องและเพิ่มสเปกเครื่องอีกสักหน่อยคงสูสีกันได้แน่นอน
สรุปโดยรวมกับเจ้า Asus Zenfone 5 ตัวนี้
ข้อดี
- การทัชหน้าจอ (Touch Screen) พิมพ์ข้อความ ถือว่าเร็วและพิมพ์ง่าย
- ดีไซน์ตัวเครื่องสวย หน้าจอใหญ่ กระชับมือ น้ำหนักเบา
- ทัชสกรีนได้แม้จะสวมถุงมืออยู่ก็ไม่เป็นปัญหา เหมือนไม่ได้สวมอะไรเลย
- หน้าจอทำจากวัสดุ Gorilla Glass 3 ป้องกันรอยขีดข่วนได้ดีมาก ไม่ต้องติดกันรอยให้เปลือง
- ฝาหลังสามารถถอดและเปลี่ยนสีได้ซึ่งมีให้เลือกใช้งานทั้งหมด 5 สีด้วยกัน คือ ขาว ดำ ทอง ม่วง แดง
- ดีไซน์ซอฟท์แวร์ (Software) ออกแบบได้ลงตัวทำให้ใช้งานง่ายมากขึ้น
- ราคาถูกหากเปรียบกับรุ่นอื่นๆ ที่สเปกเครื่องใกล้เคียงกัน
ข้อเสีย
- แบตเตอรี่หมดไวมากๆ และต้องชาร์จแบตบ่อยพอสมควร
- หากเล่นเกมส์มีอาการกระตุกบ้างเล็กน้อย ไม่ค่อยลื่นไหลเท่าไร
- กล้องหน้าและหลังไม่ค่อยคมชัดเท่าไร แม้จะมาด้วยขนาดพิกเซลที่สูงก็ตาม
- เล่นเกมส์ที่กราฟฟิคสูงมีอาการกระตุกบางจังหวะ
- การถ่ายภาพและวิดีโอเท่าที่สัมผัสด้วยตนเองยังคิดว่าทำได้ไม่ดีพอ แต่โหมดการใช้งานถือว่าตอบโจทย์ได้ดี
มองในภาพรวมแล้วถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ค่อนข้างดีที่เดียว นำมาใช้เล่นเกมฆ่าเวลา หรือจะนำไปถ่ายรูปและวิดีโอก็ไม่ได้แย่เท่าไรนัก หน่วยความจำที่มีให้ในเครื่องก็ไม่เยอะเท่าไรเลยเพราะให้มาแค่ 8GB ซึ่งดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมาเล่นได้ระดับหนึ่ง ยังไงก็ต้องพึ่ง Micro SD Card อยู่ดียังดีที่รองรับความจุสูงสุดถึง 64GB ส่วนหน้าจอแบบ Gorilla Glass 3 ที่ทัชหน้าจอได้ทันทีแม้จะสวมถุงมืออยู่ก็ตาม และด้วยเซ็นเซอร์ในการทัชสกรีนที่เรียกได้ว่าไวมากจริงๆ แสดงผลออกมาได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใกล้เคียงกันแบบเห็นได้ชัด ยังไงแล้วหากจะหามาใช้ควรพกที่ชาร์จสำรองติดตัวด้วยก็ดี เพราะแบตใช้งานได้ไม่นานถึงแม้จะใช้โหมดประหยัดพลังงานก็ตาม








ความคิดเห็น (14)
ก่อนหน้า12ถัดไป