ข่าวไอที
News
ข่าวไอที ไทยแวร์เป็น ข่าวไอทีล่าสุด คุณภาพที่เราคัดสรรมาให้คุณ ตื่นนอนมาอ่าน ข่าวไอทีวันนี้ จากหลายๆ แหล่งที่เชื่อถือได้

ความหวานนี้มีมูลค่า กรมสรรพสามิต เตรียมเก็บภาษีน้ำหวานเพิ่ม เห็นทีจะต้องลด ละ เลิก ได้แล้ว

ได้เวลาลดการดื่มชาเขียว ลดการดื่มน้ำอัดลมกันได้หรือยัง เดือนตุลาปีนี้ ภาษีน้ำหวานมีการเก็บมากขึ้นแน่นอน
ความหวานนี้มีมูลค่า กรมสรรพสามิต เตรียมเก็บภาษีน้ำหวานเพิ่ม เห็นทีจะต้องลด ละ เลิก ได้แล้ว

  20 กุมภาพันธ์ 2562      2,733
0 (0 โหวต)   
ยกเลิก

ข่าวดีสำหรับคนที่อยากจะลดการดื่มน้ำอัดลม น้ำชาเขียว หรือเลิกดื่มอย่างจริงๆ จังๆ สักที เพราะข่าวนี้อาจจะทำให้เราตัดสินใจเลิกดื่มน้ำที่มีความหวานได้ง่ายขึ้น

โดยนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ให้รายละเอียดว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป ทางกรมสรรพสามิต จะเพิ่มอัตราการเก็บภาษีความหวานตามกฎหมายใหม่ ทำให้เครื่องดื่มที่มีความหวานเกินค่ากำหนด จะต้องเสียภาษีมากขึ้น ซึ่งอาจจส่งผลให้ น้ำอัดลม, น้ำผลไม้, ชาเขียว, เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และน้ำอัดลมกระป๋องที่มีปริมาณ 250 cc (มิลลิลิตร) ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นราวๆ 10 สตางค์ อาจทำให้บางแบรนด์เพิ่มราคาขายสินค้าก็เป็นได้

และเพื่อตอบรับกฎหมายใหม่ ผู้ผลิตบางรายได้เลือกที่จะปรับลดความหวานในเครื่องดื่มลง โดยลดสัดส่วนน้ำตาลจาก 14 กรัมต่อลิตร ให้เหลือเพียง 12 กรัมต่อลิตร เพื่อให้เสียภาษีต่ำลง ส่วนเครื่องดื่มประเภทน้ำโคล่า นั้นไม่มีการปรับลดระดับน้ำตาลในเครื่องดื่ม เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่ และจะกระทบกับรสชาติของเครื่องดื่ม

ความหวานนี้มีมูลค่า กรมสรรพสามิต เตรียมเก็บภาษีน้ำหวานเพิ่ม เห็นทีจะต้องลด ละ เลิก ได้แล้ว

โดยอัตราภาษีความหวานใหม่ ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ไปจนถึง 30 กันยายน 2564 กำหนดไว้ว่า

  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 cc = เว้นการเก็บภาษี
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 6 กรัม แต่ไม่เกิน 8 กรัมต่อ 100 cc =  ภาษี 0.10 บาทต่อลิตร
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 8 กรัม แต่ไม่เกิน 10 กรัมต่อ 100 cc = ภาษี 0.30 บาทต่อลิตร
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อ 100 cc = ภาษี 1 บาทต่อลิตร
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 14 กรัม แต่ไม่เกิน 18 กรัมต่อ 100 cc = ภาษี 3 บาทต่อลิตร
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 18 กรัมต่อ 100 cc = ภาษี 5 บาทต่อลิตร

และในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ไปจนถึง 30 กันยายน 2566 อัตราภาษีความหวานอยู่ที่

  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 cc = เว้นการเก็บภาษี
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 6 กรัม แต่ไม่เกิน 8 กรัมต่อ 100 cc =  ภาษี 0.30 บาทต่อลิตร
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 8 กรัม แต่ไม่เกิน 10 กรัมต่อ 100 cc = ภาษี 1 บาทต่อลิตร
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อ 100 cc = ภาษี 3 บาทต่อลิตร
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 14 กรัมต่อ 100 cc = ภาษี 5 บาทต่อลิตร

และในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป อัตราภาษีความหวานอยู่ที่

  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 cc = เว้นการเก็บภาษี
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 6 กรัม แต่ไม่เกิน 8 กรัมต่อ 100 cc =  ภาษี 1 บาทต่อลิตร
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 8 กรัม แต่ไม่เกิน 10 กรัมต่อ 100 cc = ภาษี 3 บาทต่อลิตร
  • เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัมต่อ 100 cc = ภาษี 5 บาทต่อลิตร

เรียกว่าเป็นอัตราการเก็บภาษีแบบก้าวหน้า ยิ่งน้ำตาลมาก ยิ่งต้องจ่ายแพง และยิ่งนานวันไป เครื่องดื่มที่มีความหวานก็จะถูกเรียกเก็บภาษีแพงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้น่าจะบีบให้ทางฝั่งผู้ผลิตเครื่องดื่ม ค่อยๆ ลดระดับน้ำตาลลงเรื่อยๆ ซึ่งก็น่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพ หรือไม่เราอาจต้องจ่ายแพงขึ้น เพื่อแลกกับเครื่องดื่มที่มีระดับน้ำตาล หวานชื่นใจเท่าเดิม

คำสำคัญ :

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

ความคิดเห็น (0)


นำบทความขึ้นเว็บ Thaiware.com