เลขาธิการ IMF เตือน AI นั้นกำลังทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกว้างขึ้น
การประชุมสุดยอดระหว่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก (IMF and World Bank Annual Meetings 2026) ในกรุงเทพก็ได้สิ้นสุดไปแล้วกับความยิ่งใหญ่ และเนื้อหาสาระที่ต้องเอาใจใส่มากมาย ที่สำคัญคือภายในงานได้มีการแสดงความคิดเห็นในด้านของปัญญาประดิษฐ์ (AI หรือ Artificial Intelligence) อยู่มากมายพอสมควร แต่ก่อนจะถึงงานนั้นทางเลขาธิการแห่ง IMF ก็ได้แสดงความเป็นห่วงในประเด็นนี้มาก่อนที่จะถึงวันงานแล้ว
จากรายงานโดยสำนักข่าว The Jakarta Post ได้กล่าวถึงการที่ทางเลขาธิการแห่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF หรือ International Monetary Fund) ได้กล่าวแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับการใช้งาน AI ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในอนาคต ในงานการพบปะกับประธานาธิบดีแห่งประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นทริปที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมาก่อนหน้าช่วงวันประชุม IMF and World Bank Annual Meetings 2026 เพียงนิดเดียว
- EU เตรียมแบนโซเชียลสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 งานนี้ ChatGPT โดนแบนด้วย
- อนาคตผู้ใช้งาน Windows 11 จะสามารถตั้งค่าจัดสรรหน่วยความจำของระบบ, การ์ดจอ และชิป NPU ได้
- พบมัลแวร์แฝงในจอ Android ติดรถยนต์ราคาถูกจากจีน
- ตรวจพบ MessiahGPT เครื่องมือ AI ตัวใหม่ที่จะช่วยให้แรนซัมแวร์ และการทำ Phishing ทำงานได้อย่างอัตโนมัติ
- Claude Opus 5 เผลอลบโฟลเดอร์ Home ของผู้ใช้งานทิ้ง เพราะคิดว่าเป็นโฟลเดอร์ชั่วคราว
โดยงานประชุมพบปะในครั้งนี้ ทางเลขาธิการแห่ง IMF ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ AI ไว้ว่า การลงทุนใน AI อย่างมหาศาลในช่วงเวลาปัจจุบันนั้นกล่าวว่า ไม่ว่าเราจะชอบ หรือไม่ การลงทุนใน AI จะกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของชาติเพื่อแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลก โดยการลงทุน AI ในปัจจุบันนั้นพบว่ากำลังแซงหน้าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทางรถไฟ, ระบบไฟฟ้า และระบบโทรคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบประเทศสหรัฐอเมริกา, อินเดีย, จีน ที่มีการลงทุนในตัวศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับ AI เป็นพิเศษ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ก็เริ่มได้รับผลประโยชน์จากการผลิตชิปและหุ่นยนต์
ทว่าทางเลขาธิการก็ได้เตือนไว้ว่า การพัฒนา AI นั้นอาจนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ (Economic Inequality) ที่จะถ่างกว้างขึ้น พร้อมทั้งย้ำเตือนให้ทุกชาตินั้นให้ความสำคัญในการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึง AI เพื่อที่จะได้ใช้พลังอันมหาศาลของ AI ไปพร้อมกัน ซึ่งทางเลขาธิการแห่ง IMF ก็ได้กล่าวย้ำว่าความร่วมมือด้าน AI ที่คาดหวังไว้นั้นไม่ได้เรียกร้องให้ทำเพื่อการกุศล แต่เพื่อประโยชน์ของแต่ละประเทศ และประชาชนในแต่ละชาติเอง
นอกจากนั้นทางเลขาธิการแห่ง IMF ก็ได้ตอบคำถามในประเด็นที่ว่านักลงทุนนั้นจะเริ่มเห็นผลตอบแทนเมื่อใด หลังจากที่กระแสของ AI ทำให้ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นในช่วงรอบปีที่ผ่านมาว่า ถ้าผลกำไรไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้อาจทำให้ภาระหนี้สินและการกู้ยืม (Leverage) ที่บริษัทในกลุ่มที่มีการขยายตัวสูง (Hyperscalers) นำมาใช้ในกิจการ รวมทั้งการถือครองหุ้นในตลาดสหรัฐที่สูง อาจนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ในวงกว้างได้ ไม่เพียงเท่านั้นทางเลขาธิการใหญ่ยังแสดงความกังวลใจถึงภาระหนี้ทางรัฐบาลต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ต้นทุนการกู้ยืม และอัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงจากการที่บริษัทต่าง ๆ ออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่ออัดฉีดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งจะไปเพิ่มแรงกดดันในส่วนของต้นทุนหนี้ระยะสั้น แต่ทาง IMF ก็ยังไม่เห็นมาตรการขั้นเด็ดขาดใด ๆ ในหมู่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีภาระหนี้สูงแต่อย่างใด ทั้งที่ในช่วงเวลานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินแผนการปรับลดงบประมาณขาดดุลในระยะปานกลาง (Fiscal Consolidation) ในทันที และในบางกรณีควรได้รับการสนับสนุนจากมาตรการทางการคลังล่วงหน้าอีกด้วย




ความคิดเห็น (0)