ข่าวไอที (IT News)
News
ข่าวไอที ไทยแวร์เป็น ข่าวไอทีล่าสุด คุณภาพที่เราคัดสรรมาให้คุณ ตื่นนอนมาอ่าน ข่าวไอทีวันนี้ จากหลายๆ แหล่งที่เชื่อถือได้

มัลแวร์ CastleLoader แพร่กระจายตัวเองด้วย ClickFix บนหน้า Cloudflare ปลอม ติดแล้วกว่า 400 ราย

แฮกเกอร์จะหลอกให้เข้าเว็บปลอมเพื่อใช้ ClickFix หลอกติดตั้ง อีกวิธีคือหลอกเข้าหน้า Repo ของ Github เพื่อโหลด
มัลแวร์ CastleLoader แพร่กระจายตัวเองด้วย ClickFix บนหน้า Cloudflare ปลอม ติดแล้วกว่า 400 ราย

  27 สิงหาคม 2568      3,099
3 (1 โหวต)   
ยกเลิก

วิธีการหลอกลวงเพื่อให้เหยื่อติดตั้งมัลแวร์ลงเครื่องแบบไม่รู้ตัวนั้นมีหลากหลายวิธี ซึ่งวิธีที่กำลังเป็นที่นิยมควบคู่กับการ Phishing แบบดั้งเดิมนั่นก็คือ ClickFix หรือการหลอกให้เหยื่อทำตามคำสั่งบนหน้าเพจปลอมโดยอ้างว่าถ้าทำเสร็จแล้วจะเป็นการแก้ปัญหา (Error) ที่ปรากฎบนหน้าจอ แต่แท้จริงเป็นการติดตั้งมัลแวร์ ซึ่งข่าวนี้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่วิธีการดังกล่าวได้กลายมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

จากรายงานโดยเว็บไซต์ Cyber Security News ได้กล่าวถึงการระบาดของมัลแวร์นกต่อซึ่งใช้สำหรับการส่งผ่านมัลแวร์ตัวอื่น ๆ ลงสู่ระบบเป้าหมาย หรือ Loader ตัวใหม่ที่มีชื่อว่า CastleLoader ซึ่งมัลแวร์ดังกล่าวได้มีการเริ่มระบาดตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) ซึ่งสามารถเข้าฝังตัวลงในระบบสำเร็จมากถึง 469 เครื่อง จากความพยายามกว่า 1,634 ครั้ง ตีเป็น % ความสำเร็จที่มากถึง 28.7% จากสถิติล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งการโจมตีนั้นจะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้ที่ทำงานให้กับหน่วยงานรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก สำหรับมัลแวร์นกต่อตัวดังกล่าวนั้นจะถูกใช้งานเพื่อฝังมัลแวร์หลากชนิดลงสู่ระบบของเหยื่อ เช่น StealC, RedLine, DeerStealer, NetSupport RAT, SectopRAT, และ HijackLoader เป็นต้น โดยแคมเปญนี้ถูกตรวจจับโดยทีมวิจัยจาก PolySwarm บริษัทผู้สร้างเครื่องมือสำหรับตรวจจับภัยไซเบอร์

ข่าวเกี่ยวกับ Malware อื่นๆ

โดยทีมวิจัยได้ทำการเปิดเผยวิธีการในการหลอกล่อเหยื่อเพื่อฝังตัวมัลแวร์ลงบนเครื่องของเหยื่อนั้น กลุ่มแฮกเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังจะใช้วิธีการ 2 รูปแบบในการหลอกล่อเหยื่อ

วิธีการแรกจะเป็นการใช้วิธีการ ClickFix ซึ่งจะใช้การหลอกล่อให้เหยื่อเข้าเว็บไซต์ปลอมที่มีการปลอมทั้งโดเมน และหน้าเพจให้เหมือนกับแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือเช่น เว็บไซต์สำหรับอัปเดตเว็บเบราว์เซอร์, หน้าเพจ Google Meets, หรือแม้แต่เว็บไซต์รวม Libraries สำหรับใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งหลังจากเข้าสู่หน้าเพจดังกล่าวแล้ว จะเปลี่ยนเป็นหน้าเพจสำหรับการตรวจสอบผู้ใช้งานของ Cloudflare (ปลอม) ซึ่งจะมาในรูปแบบ Captcha ที่หลอกให้เหยื่อทำการคัดลอกสคริปท์แล้วทำการรันเพื่อดาวน์โหลด และรันเพื่อติดตั้งมัลแวร์ลงสู่เครื่อง

วิธีการอีกอย่างหนึ่ง จะเป็นการใช้หน้าเพจคลังฝากไฟล์ (Repositories) ของทาง GitHub ที่ถูกสร้างขึ้นโดยแอบอ้างว่าเป็นแหล่งดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ของแท้ที่เป็นที่นิยมในตลาดอย่างเช่น SQL Server Management Studio (SSMS-lib) ซึ่งตัวติดตั้งจะมีการฝังมัลแวร์ที่ทำหน้าที่ในการติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุม (C2 หรือ Command and Control) เพื่อดาวน์โหลดมัลแวร์ลงมาติดตั้ง

สำหรับในส่วนของรายละเอียดข้อมูลเชิงเทคนิคของมัลแวร์ CastleLoader นั้น ทางทีมวิจัยได้กล่าวว่า ตัวมัลแวร์จะใช้วิธีการฝังตัวบนระบบด้วยวิธีการอันซับซ้อนซึ่งเรียกว่า การติดตั้งแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Infection) ผ่านการใช้งานสคริปท์อย่าง PowerShell และ AutoIT (สคริปท์สำหรับสั่งการให้เกิดการดำเนินงานในขั้นตอนต่าง ๆ อย่างอัตโนมัติ)

โดยหลังจากที่มัลแวร์ฝังลงสู่เครื่องของเหยื่อแล้ว สคริปท์ AutoIT ก็จะทำงานด้วยการโหลด Shellcode ในรูปแบบไฟล์ DLL ลงไปสู่หน่วยความจำของระบบโดยตรง ตามมาด้วยการ Hash รายชื่อของ DLL และ เรียกใช้งาน API Call เพื่อติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ C2 (โดยจะติดต่อเพียง 1 เซิร์ฟเวอร์ จาก 7 แห่งที่มีอยู่ ณ เวลาที่ทีมวิจัยได้ตรวจพบ) 

ในส่วนของระบบควบคุมมัลแวร์นั้นจะเป็นการทำงานในรูปแบบ Web-Base ซึ่งจะเป็นการใช้งานผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งในส่วนของแผงควบคุมนั้นจะมีการแสดงผลรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบของเหยื่อ เช่น ข้อมูลระบบโดยละเอียด, หมายเลข IP, และหมายเลขระบุตัวตนแบบเฉพาะตน นอกจากนั้น ยังมีเครื่องมือสำหรับให้แฮกเกอร์ใช้งานมัลแวร์ในรูปแบบโมดูล (Module) มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องมือจัดการ Payload, เครื่องมือจัดการวิธีการแพร่กระจายมัลแวร์ (Distribution Control), เครื่องในการช่วยจัดการการแพร่กระจายแบบระบุเขตพื้นที่แบบเฉพาะเจาะจง (Geographical Infection) และเครื่องมือสำหรับจัดการในการเข้ารหัส Docker Container เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหลบเลี่ยงการถูกตรวจจับโดยเครื่องมือรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ต่าง ๆ

ที่มา :
คำสำคัญ :

ข่าวไอทีที่เกี่ยวข้อง

 

ความคิดเห็น (2)

ตอบกลับ


นำข่าวขึ้นเว็บ Thaiware.com