เตรียมรับมือช่วงพีคฝุ่นละออง PM 2.5 ในช่วงตอนปลายปี 62 ถึงต้นปี 63
มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ วิกฤติปริมาณฝุ่น PM 2.5 จะรุนแรงที่สุดในช่วงปลายปี ถึงต้นปี คือตั้งแต่เดือน ธ.ค. - เม.ย. ของทุกๆ ปี ซึ่งพิษร้ายของฝุ่นละอองที่มีความละเอียดมากๆ อย่าง PM 2.5 (เล็กกว่าเส้นผมถึง 30 เท่า) ที่ถือเป็นมลพิษของโลกยุคใหม่นั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ เหล่านี้ อาทิ
- โรคระบบทางเดินหายใจ ทำให้ปอดเกิดการอักเสบ ระคายเคือง
- โรคเยื่อบุตาอักเสบ เมื่อฝุ่นละอองเข้าสู่เยื่อบุตา อาจทำให้เกิดการอักเสบ ดาแดง แสบตา คันตา
- โรคผิวหนัง อนุภาคของละอองฝุ่น PM 2.5 ที่เล็กมาก สามารถผ่านเข้าไปยังเซลล์ผิวหนังได้ เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังอักเสบ และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
- โรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะฝุ่นที่เราสูดหายใจเข้าไปจะทำให้เลือดข้นขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น
และตามข้อมูลของ กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล พบว่าปริมาณฝุ่นผง PM 2.5 มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่ระดับ 50 มคก./ลบ.ม. (ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ในช่วงปลายปี คือเดือนธันวาคม ยาวไปถึงเดือนเมษายนของทุกปีๆ ซึ่งสาเหตุที่ ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นจุดพีคของ PM 2.5 ก็มีอยู่ 2 สาเหตุด้วยกันคือ
- สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา : คือในช่วงปลายฤดูหนาว (ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) ของทุกปี บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยเป็นระลอก ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็น แต่ก็มีบางช่วงที่มวลความกดอากาศสูงอ่อนกำลังลง ส่งผลให้ลมสงบ ฝุ่นละอองไม่เกิดการถ่ายเท ประกอบกับมีการผกผันกลับของอุณหภูมิในระดับล่าง ส่งผลให้เพดานการลอยตัวของฝุ่นลงมาอยู่ในระดับต่ำ การไหลเวียนของอากาศไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง หมอก และควัน
- แหล่งกําเนิด : ฝุ่นละออง PM 2.5 เกิดจากการเผาไหม้ของน้ำมันและเชื้อเพลิง โดยสาเหตุหลักคือการใช้รถยนต์ ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2562 พบว่าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวนรถจดทะเบียนสะสมรวมกันมากถึง 11.6 ล้านคัน นอกจากนี้ฝุ่นละออง PM 2.5 ยังมาจากโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า รวมถึงการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะการเผาวัสดุการเกษตรที่มักเกิดขึ้นในช่วงต้นของทุกปี
สามารถคลิกเพื่อดูภาพขยาย
กราฟแสดงปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในแต่ละช่วงเวลาของปี
ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ
จากกราฟจะเห็นว่ามีการสรุปข้อมูลย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2559 - เดือน เม.ย. ปี 2562 แสดงให้เห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของปริมาณฝุ่น PM 2.5 อย่างชัดเจนในช่วงปลายปี ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย. และไปฟีคมากช่วงกลางๆ เดือน ธ.ค. และสภาวะความรุนแรงเกินค่ามาตรฐานที่ 50 มคก./ลบ.ม. (เป็นระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ) ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงราวๆ ต้นเดือน เม.ย. ก่อนที่จะซาลงไป ต้องบอกว่าช่วงเวลาที่เป็นจุดพีคของฝุ่น PM 2.5 นั้นควรสวมหน้ากากกันฝุ่น ลดระยะเวลาออกกำลังกาย หรือการทำงานหนักกลางแจ้ง
ด้วยความรุนแรงของวิกฤติปริมาณฝุ่น PM 2.5 ทำให้ผู้คนหันมา ซื้อเครื่องฟอกอากาศ มาใช้ภายในครัวเรือนมากขึ้น จึงทำให้ เครื่องฟอกอากาศ กลายมาเป็นอุปกรณ์แกดเจ็ตด้านสุขภาพ (Health Gadget) ที่จัดว่ามีความสำคัญมากๆ ในขณะนี้ ด้วยความที่คุณสมบัติหลักของเจ้าเครื่องฟอกอากาศคือ การลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในสถานที่พักอาศัย หรือแม้แต่ในอาคารสำนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่เครื่องฟอกอากาศก็มีให้เลือกซื้อหลายรุ่นหลายระดับราคา ตั้งแต่ระดับราคาหลักพันต้นๆ ไปจนถึงระดับ 2 หมื่นบาท ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องประสิทธิภาพ ขนาดพื้นที่การใช้งาน (รองรับการใช้งานในห้องที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน) รวมถึงมีความแตกต่างในเรื่องของฟีเจอร์ อาทิ การมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณฝุ่น PM 2.5 หรือการปล่อยประจุลบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับเชื้อโรค และฝุ่นละอองขนาดเล็ก แต่ถ้าออกอยู่นอกบ้าน อยู่นอกออฟฟิศ ก็ต้องไม่ลืมที่จะใส่หน้ากากกันฝุ่นในช่วงที่ PM 2.5 หนาแน่นด้วย





ความคิดเห็น (0)